“หมื่น” เหตุผลที่ต้องไปเยือน Paris สักครั้งในชีวิตให้ได้

ไหนๆๆ พระราชวังแวร์ซายส์กับฟงแตนโบล ที่พราะยาโกษาปานกับคุณพี่เดชเล่าให้พระนารายณ์ฟัง หน้าตาเป็นอย่างไรฤา.... บ่องชู๊วววว!!!!!! หมื่นเหตุผลที่เราควรต้องไปเยี่ยมเยือน Paris สักครั้งในชีวิต แต่วันนี้คนไทยมีเพิ่มขึ้นอีกเป็น “หมื่น” เหตุผลที่ต้องไปให้ได้

ใช่ค่ะ ปารีสคือเมืองหลวงของฝรั่งเศส ไม่ไกลจากปารีสคือที่ตั้งของพระราชวังแวร์ซายส์ ที่ซึ่งคณะราชฑูตจากกรุงอโยธยา ได้เข้าเฝ้าฯพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ 2 ราชอาณาจักร หลังจากที่ฝรั่งเศสได้ส่งคณะราชฑูต มาถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จนารายห์มาแล้ว แม้ส่วนใหญ่ของการพำนักที่ฝรั่งเศส คณะราชฑูตจะอยู่ที่เมือง Brest (บ-เฆซ) เป็นหลัก เพราะเป็นเมืองท่าสำคัญ และเป็นเมืองแรกของฝรั่งเศสที่คณะราชฑูตเดินทางไปถึง แต่แน่นอนว่าจุดหมายสำคัญนั้นคือพระราชวังแวร์ซายส์นี้ แต่... จะไปปารีสทั้งที จะให้ไปตามรอยพี่หมื่นแค่ที่ Versailles มันจะเป็นไปได้กระไรเจ้าคะ!!! คน #ธาตุแรด อย่างเราก็ต้องไปใช้ชีวิตให้เลอค่า ร่ำรวยด้วยวัฒนธรรมแบบ #แรดไลฟ์สไตล์ ให้ทั่วกรุงปารีสด้วยสิเจ้าคะ ดังนั้นคราวนี้ กัลยกร ใคร่จักขอพาทุกท่าน โล้... เอ้ย! ล่องสำเภา! ข้ามมหานที ไปตามหาประสบการณ์ชิคๆ ที่ปารีสกันค่ะ ออกตัวก่อนว่าการอ่านออกเสียงนั้นไม่ได้ร่ำเรียนมา แต่มาจากความแรดส่วนตัวที่ผลักดันให้ขวนขวายฝึกเอง แล้วก็ไปให้คนฝรั่งเศสแก้ให้ที่โน้นเลยนั่นแหล่ะ 5555


ดังนั้น... ตรงไหนผิด ทักได้เลยนะคะ พร้อมแก้ไขค่าาา



ไหนๆๆ พระราชวังแวร์ซายส์กับฟงแตนโบล ที่พราะยาโกษาปานกับคุณพี่เดช เล่าอย่างออกรสให้พระนารายณ์ฟัง หน้าตาเป็นอย่างไรฤา.... เอาล่ะ อย่ามัวพิรี้พิไรกันอยู่เบย ไปลุยปารีกันเถิดหนาออเจ้า!!!!!


++ แรดตามแลนด์มาร์ค ++ โอ๊ะๆๆๆ ใจเย็นๆ ก่อนที่จะไปแวร์ซายส์ หรือไปโฉบเฉี่ยวในที่ hidden gems ในปารีสเองก็มี land mark มากมาย ที่เราต้องไปเก็บแต้มก่อน ไม่ว่าจะเป็นหอไอเฟิลสูงเสียดฟ้า สัญลักษณ์แห่งปารีสยุคใหม่ (หลังยุคอุตสาหกรรม) กับแถวต่อที่น่าจะยาวกว่าความสูงเสียอีก (เลยถ่ายรูปความงามแค่ข้างนอกพอค่ะ ไม่สู้จริงๆ) รวมไปถึงการไปเดินเล่นที่ Grand Palais (กรอง ปาเล่) ศูนย์การจัดแสดงอันโอ่อ่าสวยงาม ที่ใช้วิทยาการที่ล้ำหน้าที่สุดในการสร้างในสมัยนั้น นั่นก็คือการใช้ทำโครงกระจกเหล็กเป็นหลักคาค่ะ ชมศาลากลาง Hotel de Ville ในเมือง แล้วต่อด้วยการช๊อปของเก๋ๆ แถว Le Marais ก็ได้ แน่นอนว่า Arc De Triomphe (อาร์ค เดอ ทรีอองฟ์) อนุสรณ์สำหรับทุกนักต่อสู้เพื่อฝรั่งเศส โดยเฉพาะในสงครามนโปเลียน ซึ่งตั้งตะหง่านอยู่ต้นถนน Champs-Élysées (ช๊องเซลีเซ) อันแสนจะไฮโซและโด่งดัง แนะนำว่าใช้ Arc De Triomphe นี่ล่ะค่ะ เป็นจุดตั้งตนในการเดินช๊อปปิ้งแบบไฮโซให้สะใจ เข้าแบรนด์นู้นออกแบรนด์นี้ บอกเลยว่าเป็นประสบการณ์ชิคๆ ที่ไม่เหมือนที่ไหนจริงๆ เพราะแต่ละร้านจะมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน และมีวิธีการดูแลลูกค้าแบบเฉพาะตัวมาก แล้วลูกค้าจะชอบแบบไหน... จริตใครจริตมันจริงๆ ค่ะ เช่น Dior จะต้องมาแนวร่าเริงสดใส Prada จะ friendly แต่สุขุมนิ่งๆ LV จะมีความแรดแผ่ออร่าเฉิดฉาย ซึ่ง... เหมาะกับธาตุแรดอย่างเราเป็นที่สุด 5555


++ แรดให้สุดทางที่แวร์ซายส์ ++ ทาดา!!!!!!!!!! ที่นี่แหล่ะเจ้าค่ะ! คือที่ซึ่งพระยาโกษาปานและพี่เดชของพวกเรา ได้มาเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งคณะราชฑูตจากอโยธยาก็สามารถสร้างความประทับใจ ให้กับกษัตริย์ฝรั่งเศษและขุนนางทั้งหลายเป็นอย่างมาก มีบันทึกมากมายเป็นหลักฐานว่าคนต่างพากันชื่นชม ทั้งขนบธรรมเนียมงาดงามดูดีมีอารยะ และทั้งความฉลาดหลักแหลมของราชฑูตเรา

- - - - - - -

ที่เห็นแวร์ซายส์หรูหราอลังการในวันนี้ แท้จริงดั้งเดิมเป็นแค่ตำหนักเล็กๆ ที่พ่อของ Louise XIV ใช้พำนักเวลามาล่าสัตว์เท่านั้น แต่จะด้วยความทรงจำที่งดงามในวัยเด็กหรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อบวกกับความบ้าระห่ำของกษัตริย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่เพิ่งขึ้นครองบังลังก์แล้ว จึงได้เสกคาถาเปลี่ยน ‘กระท่อม’ ล่าสัตว์ของพ่อ ให้กลายเป็นพระราชวังที่ทุกคนต้องหันมามอง เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของตัวเองให้สมฐานะ ‘พระราชาแห่งดวงอาทิตย์’ (สิ่งที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มักเรียกตัวเอง) พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ต้องการย้ายศูนย์กลางอำนาจจากปารีสมาที่นี่ โดยการย้ายตัวเองมาเต็มตัว พำนักที่นี่ ว่าราชการที่นี่ ใครอยากใกล้ชิด ใครอยากมีอำนาจ ก็ต้องมาที่นี่ แวร์ซายส์จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ ทางอำนาจ การเมือง ความริษยา การแก่งแย่งชิงดี และการปกครองของฝรั่งเศส... อย่างเต็มภาคภูมิ นอกเหนือจากเรื่องการปกครองแล้ว แวร์ซายส์ก็กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความอู้ฟู่รำ่รวย ด้วยการออกแบบตกแต่งที่เลิศหรูอลังการ โดยเฉพาะ Hall of Mirror หรือห้องกระจก โถงที่ประกอบด้วยกระจกยักษ์ 17 บาน ที่เมื่อเปิดมาจะเห็นสวนแวร์ซายอันสวยงาม แม้ด้านหน้าจะดูสวยงามจับใจ แต่เบื้องหลังนั้นกลับเต็มไปด้วย หงาดเหงื่อ น้ำตา ....และความโกลาหล โอ๊ยยยย... กว่าจะได้ความใหญ่โต กว่าจะได้น้ำพุ กว่าจะได้ตามภาพฝันที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ต้องการ เสียเงินเสียทอง และเสียแม้กระทั่งชีวิตของแรงงานไปมากมาย






ห้องกระจก ที่พระยาโกษาปานเล่าให้พระนารายห์ฟังค่ะ


มองทะลุหน้าต่างไปจะเห็นสวนสวยงามค่ะ





ใกล้ๆ กับตำหนักของ Marie Antionnette

++ แรดอย่างสง่างามที่ Fontainebleau ++

หากคุณมั่นใจในการขับรถก็เช่ารถเถอะ แล้วขับไปเที่ยวที่แวร์ซายส์ยามเช้า พอบ่ายก็ย้ายสำมะโนครัวมาที่พระราชวัง ที่ถือเป็น hidden gems ของฝรั่งเศส นั่นคือพระราชวังฟบแตนโบ พระราชวังหลวงที่ใหญ่ที่สุดพระราชวังหนึ่งของฝรั่งเศส ถูกบูรณะผ่านมือมาหลายกษัตริย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็เคยมาประทับที่นี่ กษัติรย์พระองค์สุดท้ายที่ประทับที่นี่คือพระเจ้านโปเลียน ด้วยความที่พระเจ้านโปเลียนเคยเป็นสามัญชนมาก่อน รสนิยมเลยไม่ได้อลังการเกินเราจับต้องได้ ส่วนตัวเอินเลยชอบการออกแบบตกแต่งของที่นี่มากกว่า สวย... แบบพอดี... หรูหรา... แบบกำลังสง่างาม มีการเล่นจังหวะในการตกแต่ง ไม่ใช่ประโคมอัดทองระยับแบบที่แวร์ซายส์ ที่สำคัญคือการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ที่นี่ ยังค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์อยู่ อาจเพราะพระราชวังแห่งนี้เกิดขึ้นในยุคหลัง จึงไม่ได้ถูกจารกรรมข้าวของไป ในยุคปฏิวัติแบบพระราชวังที่โด่งดังแห่งอื่นๆ ที่นี่คณะราชฑูตจากไทยก็เคยมาเข้าเฝ้าพระเจ้านโปเลียนนะคะ แต่คงเพราะเป็นคณะที่ 2 แล้ว และความขลังของราชสำนักที่เพิ่งเกิดใหม่อีกครั้งในยุคนโปเลียน ก็สู้ไม่ได้เลยกับยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เรื่องราวเลยไม่ได้ถูกเล่าขานกันเอิกเกริกเหมือนคณะของโกษาปาน แต่แนะนำจริงๆ ค่ะ ที่นี่เหมาะกับการแต่งตัวมายืนถ่ายรูปให้สวยสง่าตามมุมนี้นั้น มีความเป็นพระราชวังอยู่เต็มตัวสมฐานะ แต่นักท่องเที่ยวน้อยกว่ามาก และรายละเอียดก็งดงามอยู่มากค่ะ

ภายนอกค่ะ ไม่ใหญ่โตเท่าแวร์ซายส์ แต่เดินกำลังสนุกเลย





คุณพี่ของน้องงงงงง


กลับมาซบไหล่เมียแล้วฤาเจ้าคะ

++ แรดชมสวนประติมากรรมที่ Rodin Museum ++

อะไรนะคะ ดื่มชาดื่มขนมเสร็จแล้วอยากเดินย่อย ตรงไปที่ Rodin Museum (พิพิธภัณฑ์โรแดง) อดีตบ้านที่พำนักและสร้างงานของนักประติมากรรม ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินยุคใหม่ทั้งหลาย ที่ได้ถูกปรับเปลี่ยนมาให้กลายเป็นพิพิทธภัณฑ์แสดงงานของเขา ที่นี่จะมีการจัดแสดงทั้งโซน outdoor และ indoor ค่ะ ซึ่งช่วงที่เอินไปเป็นเดือนต.ค. ฤดู Autumn ที่ใบ้ไม้เปลี่ยนสีร่วงหล่นพลิ้วเต็มสวน สวย แปลกตา แต่แฝงไว้ด้วยความเหงาเล็กๆ บรรยากาศแบบนี้ กับจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงหยิบมือ เดินชมประติมากรรมของปรมาจารย์ระดับโลก... สนุกเชียว



++ แรดย้อนเวลาที่ Notre Dame ++

หนึ่งในโบสถ์ยุคกลางที่สวยและเลื่องชื่อที่สุด ก็คือ Notre Dame de Paris (โน เถรอะ ดาม) แห่งนี้ค่ะ นี่คือจุดกำเนิดของปารีส.. ดังนั้น... ไม่มาไม่ได้เด็ดขาด โบสถ์ Notre Dame ผ่านการต่อเติมบูรณะมาหลายครั้งหลายครา เป็นสัญลักษณ์ของโบสถ์ยุคกลาง ที่การใช้ butterfly ในการค้ำกำแพงให้แข็งแรง ยุคนั้นวิทยาการยังไม่ก้าวหน้าค่ะ ไม่เหมือนสมัยโรมันก่อนหน้าหรือยุคทองที่ตามหลัง มันคือยุคสมัยที่ศิลปะวิทยาการที่เคยพัฒนามาดีแล้วถูกหลงลืมไป ในยุคนี้ คนนิยมสร้างหน้าต่างสูงๆ เพื่อจะสามารถดึงแสงเข้ามาสู่ ภายในอาคารให้ได้มากๆ ที่นี่ก็เช่นกันค่ะ แต่ช่องแสงสูงใหญ่ก็ต้องแลกมา ด้วยความอ่อนแอของกำแพง

สุดท้าย... กำแพงก็เอียงบานออก มีแววว่าจะพังลงมา คนยุคนั้นเลยพัฒนาโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน ให้เป็นเหมือนไม้คำ้ยันคอยดันกำแพงไว้ให้แข็งแรง เลยกลายเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตกรรมแห่งนี้ค่ะ แต่ถ้ามีเวลามาชม Notre Dame แล้ว เดินไปใกล้ๆ มีอีกโบสถ์เล็กๆ ที่สวยน่าดู นั่นคือ Saint Chapelle ตั้งอยู่บนเกาะน้อยๆ ใกล้ๆ กันเลยค่ะ ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องกระจกสีสุดวิจิตร และภาพเขียนบนเพดานที่ถูกรักษาไว้อย่างดี ทำให้เราเข้าใจวิธีการใช้สีสันของยุคกลางได้ดีค่ะ




ด้านหน้า Notre Dame ยามค่ำคืน



++ ดื่มชาเติมความแรดที่ Le Marriage Freier ++

ถ้าเวลาน้อย การได้แรดตาม Landmark สำคัญ ก็คงถือว่าเพียงพอแล้ว แต่จะไปปารีสทั้งที หาเวลาอีกสักนิดเถอะ เพื่อจะไปทำตัวเป็น Parisian อยู่ตามร้านชาดีๆ ซึ่งแนะนำว่า....... นี่เลย.... ตำรับชาไฮทีดีย์ๆ ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก นั่นคือที่ Le Marriage Frier อ่านว่า เลอะ มาคริยาจ (มั่นใจแค่นี้ ที่เหลือไม่ได้จริงๆ 555) ไม่รู้จะสาธยายาความงาม ความเนี๊ยบ ความละเอียดละออ ทั้งจากตัวชาและการชงเอง รวมถึงตัวพนักงาน ที่พกความรู้มาพร้อมความ boutique ผมเรียบแปร้และการจือปากมาต้อนรับ ได้ฝังตัวอยู่ในแสงธรรมชาติสวยๆ คลุ้งด้วยกลิ่นชาหอมๆ รายล้อมด้วยผู้คนที่ต่างก็แต่งตัวดีย์ เฮ้ย.... ชีวิตแรดกำลังดีย์มากกกกกกก





++ ดื่มด่ำกับศิลปะกันให้หายแรดที่ Louvre ++

ฮั่นแน่! art geek อย่างเรามีหรือจะพลาด!! แน่นอนค่ะว่าทุกวัน’ นักท่องเที่ยวจะมาเยี่ยมเยือนที่ Louvre แห่งนี้มากมาย เพื่อมายลโฉนนังหนู Mona Lisa แต่ที่ Louvre นี้ไม่ได้มีดีแค่นั้นนะคะ นี่คือพิพิทธภัณฑ์ศิลปะขนาดมหึมา ที่อัดแน่นไว้ด้วยของดีๆ จากทั่วโลก จากทุกกาลเวลา

หากคุณชอบชมศิลปฝรั่ง เก็บไปค่ะ งานศิลปะตั้งแต่ยุคต้น Renaissance ยาวไปจนยุค Neo-Classic ...งานสวยจริงจัง แต่หากคุณมีเวลาและอยากเห็นอะไรมากกว่านั้น อยากให้ลองโฉบไปที่โซนอียิปสักนิด แล้วเดิมไปชมโซน Mesopotamia (เมโสโปเทเมีย) สักหน่อย ของดีๆ ทั้งนั้นค่ะคู้นนนนนน....น....... ทั้งงานประติมากรรม รูปสลัก ไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้ของมนุษย์ ในยุคที่เริ่มมีอารยธรรมครั้งแรก อ่าาาาา...า... ฟินนนนน...น.... ถ้าจะให้ดี ไปมันสัก 2 วันได้จะยิ่งดี หากถ้าไม่มีเวลาเหมือนเอิน แค่ 1 วันก็ได้ค่ะ แต่เลือกวันที่เขาปิด 3 ทุ่มดู โอ้วโหว.... เดินเข้าไปให้ขาหลุดค่ะ กินอยู่หลับนอนเหนื่อยโทรมในนั้นแหล่ะค่ะ เหนื่อยกาย... บันเทิงใจ มันจรรโลงสมองจริงค่าาาา


โซนอียิปค่ะ


สมัยโบราณ ไม่มีกระดาษ ต้องใช้หินแกะสลักสาร แล้วนำไปกลิ้งบนดินเปียกเพื่ออ่านข้อความ

2 รูปปั้นด้านหลังนั้นแล รอชมมาทั้งชีวิต สวยสะใจมากค่าาาา



++ แรดชมชื่มความเป็นปารีสทั่วเมือง ++

มีเวลาวันอาทิตย์สักนิดมั้ยคะ ถ้าเป็นคนชอบของเก่า ห้ามพลาดตลาดของเก่าเป็นอันขาดค่ะ หรือถ้าขี้เกียจวางแผนอะไรมาก แค่เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยบนถนนในปารีส ก็จะทำให้พบเจออะไรมากมายแล้วล่ะค่ะ ทั้งของขาย อาหารดีๆ ดนตรีริมถนน โอ๊ยยย.... บอกเลยว่าหลงรักเมืองนี้




ศาลาว่าการ Hotel De Ville


#ธาตุแรด #แรดไลฟ์สไตล์ #VoyageinParis #VoyagebyKalyakorn

page created and managed by Kal & Co Consultant Co., Ltd.