Belgian Pigeon House

Bonjour!!! สำหรับร้านอาหารที่เอินจะพาไปดู มีชื่อว่า Belgian Pigeon House ค่ะ ซึ่งเรื่องของเรื่องก็เกิดมาจากที่เอินได้ทำการเสิร์ชหาข้อมูลสุดยอดร้านอร่อยใน Bruges จนไปเจอร้านนี้ ที่ภายนอกของร้านเป็นตึกสถาปัตยกรรมยุคกลางอันโดดเด่น ดูจากรายละเอียดแล้ว เดาว่าน่าจะเป็นศิลปะในช่วงของยุคศตวรรษที่ 12 พอเจอเข้าก็ไม่มีการพลาดที่จะมาร้านนี้อย่างแน่นอน เมื่อมาถึงจึงไม่รอช้า รีบสั่งอาหารเพื่อเตรียมลิ้มลองกันเลยทีเดียว

ภาพนี้ก็ไม่ใช่ใคร ก็คือเจ้าของร้านแสนน่ารักที่พาเอินไปทัวร์ทั่วร้าน พร้อมเมาธ์มอยถึงประวัติความเป็นมาที่นี้กันเพลินเลยค่ะ

แต่ก่อนจะไปเมาธ์กัน เรามาดูที่ไฮไลท์ของร้านอาหารก่อน นั้นก็คือ... อาหารไงค่ะ (ก็นี่มันรีวิวร้านอาหารนะ) จานแรกนี้เป็นของเอินเองค่ะ ซึ่งมันก็คือ.... นกพิราบย่างงงงง!!!!! เสิร์ฟพร้อมน้ำกีวี่สุดพิเศษของร้าน ซึ่งเอินขอไม่รีวิวอะไรมาก นอกจากบอกว่า “อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!“ มันไม่ได้อร่อยแบบฉูดฉาด แต่อร่อย คือมันนุ่มมากกกกกกก หอมมม และด้วยความที่เอินเป็นคนชอบกินนกพิราบตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าเป็นความทรงจำในที่อบอุ่นจากวัยเด็ก จึงทำให้ต้องสั่งนกพิราบทุกครั้งที่เจอ และแน่นอน จานนี้เอินตัดสินใจถูกค่ะ!

ส่วนอีกจานเป็นของสามีค่ะ นางสั่งไก่เพราะนางยังติดใจไก่จากเมือง Ghent อยู่ ซึ่งเมื่อนางเห็นหน้าที่กำลังเอร็ดอร่อยของเอิน จึกได้มาแย่งนกพิราบของเอินไปชิม พร้อมอุทานพร้อมทำหน้าเสียดายว่า อร่อย อร่ยอมากกกกก จนเอินไม่รอช้ารีบชิมของสามีคืนแล้วพบว่า..... เมนูจานไก่ยางนี้ก็อร่อยดีนะคะ เสิร์ฟพร้อมซอสกี่วีด้วย ซึ่งในจุดนี้ เอินต้องขอบอกเลยนะคะว่า ของเอินอร่อยกว่าาาาาาาาา มากกกกกกก 555555 มีความวินในจุดนี้


พอกินอิ่มจ่ายเงินเสร็จ ก่อนจะออกจากร้านก็ทนไม่ได้ ต้องหันไปถามพนักงานเรื่องสถาปัตยกรรม ว่ามันมาจากยุคปี 1200’s ใช่มั้ย พนักงานจึงได้อันเชิญเจ้าของร้านมาเล่าด้วยตัวเองค่ะ เฮ้ย!!! ปรากฏว่านอกจากบรรยากาศดี ร้านสวย อาหารอร่อย ประวัติศาสตร์ของตึกนี้ยังไม่ธรรมดาอีกด้วย เพราะที่นี่เคยเป็นที่เลี้ยงนกมาก่อน และเมืองนี้ก็ขึ้นชื่อเรื่องการแข่งขันนกค่ะ

แหมมม~ ถ้าจัดที่ไทย สาวๆคงมาต่อคิวประกวด ’นก’ กันแถวยาวแน่เลย (แซวค่ะ แซว) แต่คงไม่ได้ เพราะที่นี้เขาประกวดเฉพาะนกพิราบค่ะ

เอาล่ะ กลับมาเรื่องร้านต่อ ระหว่างที่เล่าเรื่องสถาปัตยกรรม เรื่องร้าน เจ้าของพาเราาไปดูที่ใส่นกพิราบรูปทรงกล่อง และปลอกขานกพิราบ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญมากในการรู้ว่านกตัวนี้มีเจ้าของเป็นใคร เอินก็เพิ่งรู้จากที่ีนี้นะคะ ว่าในวงการนักเลี้ยงนกพิราบนั้น เค้าเรียกนกที่ไม่มีเจ้าของว่า “the lost pigeons” หรือเรียกอย่างไทยว่า “นกพิราบที่หลงทาง” (ซึ่งไม่แน่นกประเภทนี้อาจมีความสุขก็ได้นะ ไปเรียกซะน่าสงสารเลย) เจ้าของร้านนางเล่าเรื่องนกอยู่ดีๆ แต่แล้วนางก็หันกลับมาแล้วบอกว่า “ก็ไม่ใช่แค่นกหรอกนะที่หลงทาง คนก็สามารถหลงทางได้” เหยยยย !! มีความปรัชญาค่ะคุณๆ หลังจากนั้นนางก็เริ่มพาชมห้องนู้นห้องนี้



ด้วยความที่เอินตั้งใจตั้งแต่แรกที่จะกินข้าวที่ชั้นใต้ดิน เพราะมันเห็นโครงสร้างอิฐยุคกลางชัดเจนที่สุด เลยไม่ได้ทันเห็นห้องที่ตกแต่งไปด้วยนกพิราบที่งดงามมาก ผนังเต็มไปด้วยนกพิราบในสายพันธ์ต่างๆ มีหน้าต่างเปิดรับแสงธรรมชาติที่กำลังสาดลงมาสวยๆ ...เสียดายเลย


ธงจากการแข่งขันตั้งแต่ปี 1958 ที่เจ้าของร้านพาไปดูและอธิบายอย่างจริงจังละเอียดยิบมากเลยค่ะ


ความรู้ใหม่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดของเอิน คือเรื่องการแยกนกพิราบว่าของใครเป็นของใครค่ะ เอินขอบอกเลยว่า เมื่อก่อนเอินไม่รู้จริงๆเลยว่าจะแยกนกชนิดเดียวกันที่หน้าตาเหมือนกันออกได้อย่างไร มันก็นกพิราบเหมือนกันไม่ใช่เหรอ จนเจ้าของร้านหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาพร้อมอธิบายว่าให้ดูนกพิราบที่ตา เพราะตาแต่ละตัวไม่เหมือนกัน เอินเลยได้อยู่ตั้งนานค่ะ จากความตั้งใจเดิมที่จะแวะทานมื้อเย็นแค่ชั่วโมงเดียว บทสนทนาดีๆ และประวัติศาสตร์ที่น่าใจ... ก็ทำให้เราอยู่ยาวววววว ไปเลยจนพระอาทิตย์ตกดินค่ะ



แหมม จะมาเล่าเรื่องอาหารให้ชวนหิวเฉยๆ ก็อดไม่ได้ที่จะสอดแทรกสาระให้ทุกๆคนในเพจได้บรรลุกันอีกแล้วนะคะ (หุฮิหุฮิ) เช่นเคยค่ะ ขอทิ้งท้ายไปด้วยการให้คะแนนด้วยรอยจุ๊ฟของเอินนะคะ ซึ่งในครั้งหน้าเอินจะพาไปลิ้มลองร้านอาหารที่ไหน ก็อย่าลืมติดตามนะคะ บั๊ยยยยย~

#Bonjourโลกที่ใหญ่กว่า #VoyageByKalyakorn #แรดไลฟ์สไตล์ #ธาตุแรด

page created and managed by Kal & Co Consultant Co., Ltd.