Bonsoir mesdames et messieurs

สวัสดีตอนเย็นค่ะ ทุกท่าน หลังจากที่เอินได้พาทุกท่านไปทัวร์ที่ Brussels กันแล้ว ปรากฎว่า สิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจมากกกกก ก็คือ อาหาร อาหาร และอาหาร ซึ่งในเมื่อทุกคนเรียกร้องขนาดนี้ มีหรือเอินจะพลาดการรีวิวอาหาร มามะ มาเริ่มกันเลยยยย


ความร้อนระอุของเมือง Brussels ทำให้เอินแทบจะกรี๊ดและหนีลงไปยังฐานปราสาทโบราณแห่งหนึ่ง ซึ่งระหว่างทางนั้นเอง

เอินได้ไปเจอกับความอลังการตระการตาของตึกแถวสไตล์ Art Nouveau ซึ่งภายในยังมีพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี แน่นอนว่ามันทำให้เอินอดไม่ได้ค่ะ ต้องรีบแรดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตึกงามหลังนี้ นอกจากความแกรนด์ของตึกแห่งนี้แล้วนั้น ภายในยังมีร้านอาหารร้านหนึ่งอยู่บนดาดฟ้าของตึก ซึ่งเอินจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด ในการรับประทานพร้อมชมความงดงามบนตึกแห่งนี้ และถ้าจำกันได้ นี่คือร้านปรากฏการณ์โต๊ะ 2 ที่นั่นแหละค่ะแต่โนวๆๆๆ เรื่องมันไม่ได้มีแค่นั้นหรอกนะ... ลองอ่านแล้วจะรู้ววว

นาฬิกาบนข้อมือของสามีเอินได้บอกว่าขณะนี้เวลาเกือบเที่ยงแล้ว ถึงเวลาที่เอินต้องหาอะไรตกถึงท้องกันแล้ว ไม่รอช้าค่ะ! เอินและสามีมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารบนชั้นบนของตึกนี้ทันที เมื่อถึงที่ร้าน พนักงานก็เดินมาถามเอินว่าจะนั่งข้างนอกหรือข้างในดี โดยความที่เอินหลงใหลในศิลปะสไตล์ Art Nouveau และคิดว่าข้างในคงร้อนอุดอู้ เอินจึงตัดสินในนั่งข้างนอกทันที แต่!!!!! เอินคิดว่าผิดค่ะทุกคน! พลาดมาก! ข้างในมันมีเครื่องปรับอากาศที่เรานิยมเรียกกันว่าแอร์... แอร์เย็นๆ ซึ่งกว่าเอินจะรู้ก็ตอนคิดตังค์แล้วเดินผ่านความเย็นที่เข้ามาประโลมใจนั่นแหละค่ะ! เอาล่ะ กลับมาที่ชีวิตภายนอกอันไร้ซึ่งลมพัดพา มีก็แต่แสงแดดที่สาดส่องมาเหมือนพร้อมจะเผาผิวอ่อนบางของเอินได้ตรงนั้น เอินจึงตัดสินใจไปนั่งโต๊ะที่มีเงาของต้นไม้บดบังแสงแดดอยู่ แต่โต๊ะนั้นมันเป็น 4 ที่นั่ง! ซึ่งถ้าใครได้อ่านรีวิวทริป Brussels ของเอินแล้วคงรู้ดีว่า โต๊ะ 4 ที่นั่งนั่งได้เฉพาะมา 4 คน ซึ่งถ้ามาพร้อมสามีอย่างเอินเป็นอันว่าอด ต้องย้ายที่นั่งค่ะ! เอินและสามีจึงจำใจย้ายโต๊ะ ไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งตอนนี้แดดมันกำลังไล่ขึ้นขาเอินขึ้นมาค่ะ! Oh my God! แต่ไม่เป็นไรค่ะ ตึกสไตล์ Art Nouveau ยังคอยปลอบขวัญและให้กำลังใจเอินในการนั่งร้านนี้ต่อไปค่ะ

ไม่ช้าเอินก็เรียกพนักงานเสิร์ฟอย่างสวยๆ พร้อมสำหรับการลิ้มลองอาหาร Brussels เป็นครั้งแรก พนักงานเดินมาด้วยสีหน้าแบบไม่รับแขกมาก (จนเอินแทบจะให้คะแนน #ความยิ้ม ติดลบ) แล้วถามว่าจะรับเครื่องดื่มหรืออาหาร ซึ่งแน่นอนสิ จะเที่ยงแบบนี้ก็ต้องอาหารสิค่ะ แทนที่พนักงานจะยืน Menu มาให้เอินเลือกสรร กลับตอบเอินว่า “อ่อ ถ้าอาหาร ครัวเรายังไม่เปิดนะคะ เราเปิดเที่ยง” ห๊ะ! ห๊ะ! ห๊ะ! นี้ก็อีกไม่กี่นาทีก็จะเที่ยงแล้วนะจ๊ะ! แต่ไม่เป็นไรค่ะ เราเริ่มมีภูมิคุ้มกันจากเรื่องโต๊ะมาแล้ว เอินจึงหันกลับไปบอกเขาว่า “งั้นขอ ออเดอร์อาหารไว้ก่อนได้ไหม ” ถ้าเป็นที่อื่น พนักงานก็คงตอบว่า ได้ พร้อมหยิบปากกาและกระดาษมาจด แต่ไม่ใช่ Brussels ค่ะ เพราะพนักงานได้ตอบกลับมาอย่างสุภาพว่า “มันน่าจะดีกว่า ถ้าคุณสั่งอาหารตอนเที่ยง” เอินก้มดูนาฬิกา.......... นี่จะบ้าหรอ!จะต้องกลับมารับออเดอร์ในอีกสิบนาทีทำไม คือเข้าใจใช่ไหมคะ คือถ้าไปประเทศอื่นหรือในเมืองไทยเนี่ยเขาก็จะให้เราสั่งไว้ก่อนได้ แต่ก็จะบอกว่าอาจจะรออาหารนานหน่อยนะ เพราะครัวยังไม่เปิด ซึ่งเราก็โอเคไง แต่ที่นี้ เวลาเป๊ะเวอร์~ อีกไม่ถึงสิบนาทีแท้ๆ แต่ไม่เป็นไรค่ะ เอินตัดสินใจสั่งเครื่องดื่มมานั่งรอไปก่อนก็ได้ ในระหว่างนั้นเอินก็สังเกตสีหน้าของพนักงานในร้านที่ทำหน้าเหมือนร้านนี้ไม่อยากได้ลูกค้า หรือที่เรียกกันว่า ไม่ต้อนรับแขกนั้นแหละค่ะ รอยยิ้มเล็กๆก็หาไม่ได้ในจุดนี้นะคะ แต่! พอถึงเวลา 11.59 รอยยิ้มเล็กตรงมุมปากของพนักงานก็เริ่มปรากฎ สีหน้าที่เหมือนไม่อยากให้เราอยู่ในร้านก็กลับกลายเป็นต้อนรับเราซะอย่างงั้น แล้วไอ้สิบนาทีที่ผ่านมาละ เอาร้อยยิ้มไปเก็บไว้ที่ไหน! พนักงานคนเดิมที่ไล่เราไปนั่งโต๊ะสองที่ และไม่ยอมให้เราสั่งอาหาร ก็เดินมาด้วยสีหน้าและท่าทางที่พร้อมจะบริการ มือถือปากกาพร้อมจด เอินบอกเลยว่า เอินอึ้งมาก ไม่คิดว่าที่นี้จะทำตามกฎเป๊ะได้ถึงขนาดนี้ ขนาดบางประเทศที่เจริญแล้ว อย่างเช่นฝรั่งเศสที่เอินเคยไปมา ยังยอมให้เอินสั่งอาหารก่อนเวลาได้เลย ไม่เป็นไรค่ะ แต่ละประเทศย่อมมีกฎกติกาต่างกัน แต่บอกตรงๆ ถึงจุดนี้ เริ่มไม่เก็ต Brussels แล้ว


เอาล่ะ ได้เวลาสั่งก็ต้องสั่งสิค่ะ ศิลป์ธร์เลือก meat balls มาประเดิมเป็นสิ่งแรก ส่วนของเอินสั่งเป็นสลัดค่ะ (คนสวยต้องกินสลัดนี่เนอะ) ตะนี้ meat balls ในหัวเอินที่เคยรู้จักก็จะเป็นลูกเล็กๆ น่ารักๆ อย่างที่อเมริกาหรือถ้าที่บ้านเราก็น่าจะขนาดคล้ายๆ IKEA แต่ไม่ค่ะ มันมาอย่างใหญ่โตอลังการมาก และจริงจังมากกกกก เป็นก้อนใหญ่ๆ ถึงสองก้อน ราดด้วยซอส..... น่ากินมาก พอเริ่มเขาปาก เท่านั้นแหละ เฮ้ยยยย! มันอร่อยมากกกกก ความดิลิเชียสนี้มันมาอย่างแรง ด้วยความเอินเป็นคนเซนเซอร์ทีปกับเรื่องอาหาร เลยทำให้เอินรู้เลยว่า.... วัตถุดิบที่ใช้เป็นของดีย์มากกกก~ ปล.ซึ่งเอินมาสัมผัสได้ที่หลังค่ะ ว่าที่นี้เค้ากิน meet balls กันเป็นเมนูหลักอีกหนึ่งอย่างเลยค่ะ กินกันจริงจัง กินกันเป็นมื้ออาหาร


ซึ่งในส่วนของเอินก็จะเป็นสลัด ซึ่งเอินจำชื่อเมนูไม่ได้ แต่สั่งเพราะชอบ lentils กับมะกอก และ artichokes มาถึงก็แอบชะงักเล็กน้อย เพราะมันดูเป็นพาสต้ามากกว่าเป็นสลัด จานใหญ่มาก กินให้อิ่มได้เลย ไม่รอช้า พอเอินได้กินจานของเอินเข้าไปเท่านั้นแหละ เอินบอกได้เลยว่า ดีย์~ มากกกกก~ รสชาติที่ธรรมชาติ ไม่ได้จัดจ้าน สัมผัสได้ถึงรสชาติของตัววัตถุดิบที่ดีย์ เส้นพลาสต้าที่คลุกเคล้ามากับน้ำมันมะกอกแท้ๆ ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ทำให้สัมผัสได้ถึงรถชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบทุกอย่างในจานนี้ ความเซ็งและเบื่อเมืองนี้ที่รู้สึกว่าไร้ชีวิตชีวานี้เริ่มหายไป พร้อมด้วยความชื่นชมในความพิถีพิถันของการปรุงอาหารและการคัดเลือกวัตถุดิบเข้ามาแทนที่ เอินขอยกให้เมนูนี้ขอเอินเป็นอีกหนึ่งมื้อเวรี่ดิลิเชียสในเมืองนี้ของเอินเลยค่ะ


มา สรุปคะแนนของร้านอาหารภายบนชั้นดาดฟ้า ตึก Art Nouveauนะคะ ซึ่งจะแบ่งเป็น ความดิลิเชียส ความแรด ความงอก ความแคร์ ความยิ้ม และความดีย์ นั้นก็คือโดยรวมของร้านนี้นะคะ ซึ่งเอินจะให้คะแนนเป็นรอยจุ๊บของเอินนะคะ ในส่วนแรก ของความดิลิเชียสหรือความอร่อย เอินขอแบ่งเป็นสองจาน สำหรับจานแรก Meet balls เอินให้ 4 จุฟ และจานที่สอง เอินให้ไปเลยค่ะ 5 จุฟ บวกๆ ไปเลยค้า ต่อมาความแรด คือบรรยากาศและจริตของพนักงานว่ามีความแรดถูกจริตของเอินแค่ไหน สำหรับร้านนี้เอินให้ 2พอค่ะ เพราะพนักงานร้านนี้ไม่แรดเลย ในความแคร์ คือการเอาใจใส่ของพนักงาน เอินให้ 3 ค่ะ มีการเทคแคร์ดีในระดับหนึ่งค่ะ ความยิ้ม คือสีหน้าท่าทางของพนักงาน ซึ่งในตอนแรก ถ้าเอินให้ติดลบได้ เอินก็ให้ไปแล้วค่าาาาา แต่ยังโชคดีที่ พอครัวเปิดปึบพนักงานก็เริ่มยิ้มพร้อมบริการทันที ดังนั้น ความดีย์ ซึ่งก็คือภาพรวมของร้าน เอินให้ไปเลยค่ะ 4 จุ๊ฟ จากบรรยากาศของร้านบนยอดตึก Art Nouveau ที่สุดอลังและอาหารที่เอินเรียกว่า โครตอร่อยยย!! จนรับไปเลยค่ะ 4 จุ๊ฟ

สำหรับวันนี้เอินลาไปก่อนค่า บัยยยยย~

#Bonjourโลกที่ใหญ่กว่า #VoyageByKalyakorn #แรดไลฟ์สไตล์ #ธาตุแรด

page created and managed by Kal & Co Consultant Co., Ltd.