page created and managed by Kal & Co Consultant Co., Ltd.

February 28, 2018

Please reload

Recent Posts

Brand Experience

February 28, 2018

1/10
Please reload

Good Read

Naming a Brand

June 30, 2016

 

ในการสร้างแบรนด์มีองค์ประกอบหลายอย่างค่ะ และหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญมากคือ “ชื่อ”

 

ถ้าเราตั้งชื่อได้ดี ได้ถูกต้อง มันจะกลายเป็นเครื่องมือการเล่าแบรนด์ที่ได้ผลดีมากเลยค่ะ แต่หลักการกำหนดชื่อแบรนด์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปเยอะ เราไม่จำเป็นต้องสนใจความสวยของชื่อ หรือแม้กระทั่งความหมายของมันด้วยซ้ำในบางครั้ง

 

ในทางกลับกัน ถ้าคุณมัวแต่ดูสิ่งที่ว่ามานั้น คุณอาจจะได้ชื่อแบรนด์โคตรเชยมาก็ได้ เหมือนที่เอินเคยเขียนไว้ในโพสต์ก่อน ค่ะ

 

แต่ทั้งที่พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้บอกว่า เราใช้ความหมายดีไม่ได้ หรือความหมายตรงกับธุรกิจไม่ได้ หรือตั้งชื่อต่างประเทศไม่ได้... นะคะ แค่จะบอกว่าดูแค่นั้นไม่ได้

 

แล้วมันจะเริ่มยังไงล่ะ!!!!

 

เริ่มต้นได้หลายวิธีค่ะ

 

คุณจะเริ่มที่ชื่อคุณ ชื่อที่คนอื่นเรียกคุณ หรือแม้กระทั่งชื่อคน หรือชื่อหนังที่คุณชื่นชอบ แล้วเติมคำเข้าไปให้เกิดความเฉพาะตัวขึ้นมา ...ก็ได้

 

หรือคุณจะเริ่มจากชื่อสถานที่ซึ่งคุณประทับใจ มีเหตุการณ์ในความทรงจำอะไรสักอย่าง หรือแม้กระทั่งที่ซึ่งมีบรรยากาศเหมาะกับแบรนด์ ...ก็ได้

 

คุณจะเริ่มที่ความหมาย เรื่องราว เอกลักษณ์เด่นของแบรนด์ หรือวิธีการใช้แบรนด์ของคุณ ...ก็ได้

 

แต่สุดท้ายคุณต้องไม่ลืม ที่จะเช็คตามหลักง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

 

1. ตรงกับ D.N.A. มั้ย

2. สร้างความรู้สึกตาม mood & tone มั้ย

3. มีเอกลักษณ์มั้ย ต่างจากคนอื่นมั้ย

4. มี “รสคำ” ที่ติดปากมั้ย

 

 

ยกตัวอย่างค่ะ

อีเจี๊ยบ เลียบด่วน

 

แทบจะทุกคนไทยที่ใช้ FB รู้จักชื่อนี้ แต่ถามว่ามันมีความหมายว่ายังไง แทบไม่มีคนตอบได้ค่ะ (ถ้าใครรู้เอามาแชร์ได้นะคะ อยากรู้เหมือนกัน 5555)

 

ยิ่งถ้าถามว่าชื่อเพราะมั้ย... คงไม่ต้องตอบ แต่ความถูกต้องของชื่อแบรนด์นี้ คือ “อีเจี๊ยบ” เป็นชื่อที่เปิดโอกาสให้คุณได้ด่าตั้งแต่ตอนเริ่มเรียกชื่อแบรนด์ ด่าแบบจิกกัด ด้วยสำเนียงประชดประชัน แฝงกลิ่นอายความแว้นซ์ และความน่าถีบอยู่ในชื่อ

 

นี่คือเขาทำให้เราได้มี engagement กับแบรนด์เขา ตั้งแต่ตอนเรียกชื่อแล้วนะคะ

London Brown

 

เป็นชื่อร้านรองเท้าผู้ชายเล็กๆ แห่งหนึ่งในย่านสยามสแควร์ แน่นอนค่ะว่าเป็นแบรนด์ในเมืองไทยของคนไทย แต่รองเท้าของเขาเป็นแนวสุภาพบุรุษคลาสสิค (ที่ผู้หญิงก็ใส่เก๋ๆ ได้) เขาจึงตั้งชื่อแบรนด์เป็นภาษาอังกฤษ ไม่เน้นแปลก แต่เน้น mood & tone ด้วยการใส่ชื่อเมืองลอนดอนเข้าไปและใส่ลูกเล่นให้มีความแตกต่าง โดยการเติมนามสกุลที่ฟังดูโบราณเข้าไป จึงกลายเป็น London Brown (ลอนดอนบราวน์) ตอกย้ำความสุภาพหรูหราแบบคลาสสิคที่ไม่ฟู่ฟ่า

In the Mood for Love: Sushi Bar & Bistro

 

เป็นชื่อร้านอาหารญี่ปุ่นกึ่งบาร์ย่านทองหล่อ-เอกมัย ที่ตั้งชื่อตามภาพยนต์สุดติสต์ของหว่องกาไว แล้วกำกับด้วยชนิด/ประเภทของสินค้า ซึ่งก็คือร้านซูชิกึ่งบาร์

 

เขาใช้ชื่อร้านแบบนี้ก็เท่ากับเป็นการบอกว่าร้านเขาจะมีบรรยกาศนัวๆ น่าลุ่มหลงเป็นเอกลักษณ์เหมือนในภาพยนต์เรื่อง "In the Mood for Love" ร้านจึงใช้โทนสีซีดๆ มีลายเพ้นท์สวยๆ ดูติสต์ และตกแต่งสไตล์ตะวันออกผสมฝรั่งในอารมณ์เก่าๆ คลอด้วยเพลงแจ๊สสร้างบรรยากาศ

ปลานิลเต็มบ้าน

 

เป็นชื่อวงดนตรีของรุ่นพี่รหัสเอินที่ศิลปากรค่ะ

 

ใช่ค่ะ... มันคือชื่อวงดนตรี... อินดี้ ชื่อจึงโคตรแปลก ไม่กวน ไม่ฝรั่ง แต่แปลก... และโคตรติดหู

 

แต่ถ้านี่ไม่ใช่วงอินดี้ ถ้านี่เป็นชื่อวง boyband หรือศิลปิน pop dance หรือแม้กระทั่งวงร๊อค เอินว่ามันจะผิดมาก แต่กลุ่มเป้าหมายของดนตรีอินดี้ไม่ได้ต้องการความถูกต้องของความหมาย เขาเพียงอยากได้ฟังอะไรใหม่ๆ และ D.N.A. ของศิลปินเองก็เต็มไปด้วยความติสต์ จะให้มาตั้งชื่อสวยความหมายดีถูกหลักการ ก็ทำไม่ได้

I say it because I care,

 

 

 

 

Brand & Design Consultant