page created and managed by Kal & Co Consultant Co., Ltd.

February 28, 2018

Please reload

Recent Posts

Brand Experience

February 28, 2018

1/10
Please reload

Good Read

AND I THOUGHT I KNEW THEM (Kalyakorn's Footsteps in Jakarta #4)

July 19, 2016

อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของเรา แม้ประเทศเราจะไม่ติดกัน แต่เราก็สามารถไปมาหาสู่กันได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า แถมงานประติมากรรมหล่อสัมริดรูปช้างที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าพิพิธภัณฑสภานแห่งชาติของเขา ก็ได้รับพระราชทานมาจากจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของเรา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพระหว่างสองประเทศที่มีมายาวนาน

แต่เราเคยรู้จักเขาจริงๆ แล้วหรือ.....

เมื่อก่อนก็คิดว่าคงใช่ แต่ตอนนี้เริ่มคิดว่าหลายคนน่าจะยัง ลองอ่านเรื่องราวเล็กๆ ที่เอินได้ไปเจอมาด้วยตัวเองดูนะคะ นี่เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ที่ทำให้รู้เลยว่า ...เอินเอง ก็คงเพิ่งจะได้เริ่มรู้จักอินโดนีเซีย
 

 

รู้มั้ยว่า

คำว่า SELAMAT DATANG ไม่ได้แปลว่าสวัสดี

 

ตอนที่กระแส AEC กำลังบูม โรงเรียนไทยเกือบทุกโรงเรียนจะสอนให้นักเรียนฝึกพูดคำว่า “สวัสดี” เป็นภาษาของประเทศในกลุ่ม AEC สำหรับประเทศอินโดนีเซีย เราสอนกันให้พูดว่า “selamat datang” อ่านว่า “เซอ-ลา-มัท-ดา-ตัง”

 

แต่ในความเป็นจริง คำว่า “selamat” มีความหมายว่า “ยินดี” ส่วน “Datang” นั้นมีความหมายว่า “ถึง” ดังนั้น คำนี้จึงแปลว่า “ยินดีต้อนรับ” และใช้ในโอกาสที่ทักทายแขกเหรื่อผู้มาเยือนเท่านั้น

 

ถ้าอย่างนั้นแล้ว คนที่นี่ทักทายกันอย่างไร ....บอกเลยว่าธรรมเนียมเหมือนตะวันตกเลยค่ะ

 

คือถ้าจะเอาให้สุภาพสุดๆ ต้องพูดว่า selamat แล้วต่อด้วยคำที่มีความหมายตามเวลา เช่น Selamat Paki ซึ่งแปลว่า สวัสดีตอนเช้า .....เหมือนเวลาที่ฝรั่งพูดว่า good morning เลยค่ะ

แต่ถ้าจะกันเองกว่านั้นก็ตัดคำว่า Selamat ออกแล้วเหลือแค่คำที่บ่งบอกเวลาก็พอค่ะ

 

“Paki (ปากี)” เช้า

 

“Siang (เซียง)” ช่วงเที่ยง-บ่ายอ่อนๆ

 

“Sore (โซเร)” บ่าย 3 - ก่อนพระอาทิตย์ตก

 

“Malam (มาลาม)” หลังพระอาทิตย์

 

 

 

รู้มั้ยว่า

คนอินโดนีเซียขี้อายมาก

 

ลองนึกถืงคนไทยเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว ที่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก เพราะกลัวเป็นจุดเด่น คนที่นี่ก็เป็นแบบนั้นเลยค่ะ แถมยังช่างยิ้มให้ชาวต่างชาติ ชอบหัวเราะกลบเกลื่อนเวลาเขิน ....โคตรเหมือนคนไทยเลยค่ะ

 

ที่ไม่เหมือนคือคนของเขาซอฟท์มาก ซอฟท์ยิ่งกว่าคนบ้านเราที่เรานึกว่าซอฟท์แล้ว เป็นคนยอมคนและพยายามหลีกเลี่ยงปัญหาจนถึงที่สุด ยกตัวอย่างตอนที่เอินพยายามหารถแท๊กซี่ที่สนามบิน ซึ่งมีคนต่อแถวกันอยู่ยาวเลย กัลยกรและสามีก็เดินเข้าไปต่อแถวโดยดีตามระบบ แต่ต่อเท่าไหร่ แถวก็ไม่ขยับ ....ไม่เป็นไรค่ะ เรารอได้ ....จนกระทั่งมีฝรั่งกลุ่มหนึ่งเดินมาจากไหนก็ไม่รุ้ มากันกลุ่มใหญ่ และกระจายกันขึ้นรถแท๊กซี่แซงคนในแถวทุกคน โดยมีคนจัดคิวแท๊กซี่ชาวอินโด เชื้อเชิญและชี้นิ้วให้ฝรั่งกลุ่มนั้นแซงคนต่อแถวอย่างเราไปหน้าตาเฉย

 

กัลยกรเห็นอย่างนั้น.... ทนไม่ได้สิคะ ก็เริ่มโวยวายว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ เราต่อแถวกันอยู่

 

คนจัดคิวเห็นเอินโมโห หันมาถามว่า “อยากได้แท๊กซี่เหรอ”

เอินก็ตอบว่าอยากได้สิ เหมือนทุกคนที่ต่อแถวกันอยู่นี่แหล่ะ ดังนั้นคุณจะให้ใครมาแซงแถวอย่างนี้ไม่ได้

 

พอพูดอยากได้เท่านั้นแหล่ะ คนจัดคิวนั้นแทบจะแห่แหนแบกเสลี่ยงพาเอินและสามีไปขึ้นรถแท๊กซี่ที่ว่างอยู่

 

ประเด็นคือเอินโวยวายขึ้นมาค่ะ ซึ่งเขาไม่อยากเผชิญหน้าเลย วิธีการจัดการปัญหาของเขาคือจับเรายัดใส่รถไป

 

อ้าว... เฮ้ย...​ แล้วคนอื่นที่ต่อแถวอยู่ล่ะ???

 

ซึ่งเรื่องนี้เองที่นำไปสู่ข้อต่อไป

 

 

 

รู้มั้ยว่า

ที่นี่ยังไม่เข้าใจความสำคัญของการต่อแถว

 

ไม่ใช่ว่าคนไม่ต่อแถวนะคะ เราจะเห็นคนต่อแถวทุกที่และต่ออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เพียงแต่การต่อแถวที่นี่นั้นไม่นำไปสู่สิ่งใดที่ชัดเจน แถวของคุณจะไม่เคยขยับเพราะจะไม่มีใครสนใจคนที่อยู่ในแถว และจะมีคนคอยแซงคิวคุณตลอดเวลา และถึงคุณโวยวายไปก็ไม่มีผล เพราะสุดท้ายแล้ว เจ้าหน้าที่หรือพนักงานก็จะยอมให้คนแซงคุณอยู่ดี ...แถมบางทีเขาจะให้คุณทำอย่างนั้นเพื่อแก้ปัญหาด้วยซ้ำไป

 

ยกตัวอย่างค่ะ ตอนที่เอินต่อแถวที่ immigration ขาออก ซึ่งก็ต่อในแถวของชาวต่างชาติอยู่ดีๆ กำลังจะถึงคิวก็มีคนอินโดนีเซีย 2 คนมาแซงแถว เจ้าหน้าที่ก็บอกแค่ว่าคนอินโดไปทางนู้น แต่บอกแบบงุงิๆ

 

เราเห็นท่าไม่ดีเลยตะโกนไปว่า “There’s a line here!” ซึ่ง.... ไม่ช่วยอะไร ก็โดนแซงอยู่ดี เพราะแม้เจ้าหน้าที่ก็ทำหน้าไม่เต็มใจแต่สุดท้ายก็รับพาสปอร์ตเขามา พอเราเห็นก็พูดอีกว่า “You can’t do this. There’s a line.” ได้ยินดังนั้น เจ้าหน้าที่ตม. เลยหันมาหาเราแล้วบอกว่า “One minute.”

 

จะให้ข้าพเจ้าพูดอะไรได้.......

 

ดังนั้น ถ้าคุณต้องมาที่อินโดนีเซีย จงต่อแถว แต่ถ้ามีคนแซงก็ต้องโวยวาย....

 

 

 

รู้มั้ยว่า

อากาศที่นี่ไม่ร้อนเหมือนที่เราเข้าใจ

 

ประเทศไทยร้อนเนอะ ร้อนมาก และเราก็เรียนมาตั้งแต่เด็กว่ามันเป็นเพราะประเทศเราตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ในหัวเราก็นึกไปว่า “งั้นประเทศที่อยู่บนเส้นนั้นต้องร้อนยิ่งกว่าเราแน่ๆ” ....ปรากฏว่าไม่จริงเลยค่ะ

 

แม้อากาศเขาจะไม่หนาว แดดเขาก็มี แต่ไม่แรงเท่าบ้านเรา แถมมีลมเอื่อยตลอดวัน ทำให้อากาศกำลังดี

 

ที่สำคัญคือด้วยความที่อากาศชิวแบบนี้ คนอินโดนีเซียจึงชอบตากอากาศ ชอบดื่มเครื่องดื่มร้อนพอๆ กับเครื่องดื่มเย็น และไม่ได้ชอบเครื่องปรับอากาศเท่าคนไทย

 

เรียกได้ว่าถ้าไม่จำเป็นจะไม่เปิดแอร์ หรือถ้าต้องเปิดก็จะเปิดแค่เบาๆ ให้พอมีอากาศหายใจ

 

อย่างตอนเอินนั่งทานอาหารอยู่ที่ร้าน Unions ซึ่งตกแต่งแบบ glasshouse ในตอนกลางวันจึงรับแสงธรรมชาติได้เยอะ ดูสวยแต่แปลว่าร้อนด้วยเช่นกัน เขาจึงต้องเปิดแอร์ แต่เปิดแค่ในอุณหภูมิห้องปกติ ไม่เหมือนเมืองไทยที่เปิดซะเหมือนเรากำลังนั่งเล่นอยู่ที่ยุโรปในฤดูใบไม้ร่วง ที่ชอบมากคือตอนที่ฝนตก ก่อนที่อากาศข้างในจะหนาวเกินไป พนักงานก็เดินไล่เปิดประตูเพื่อรับอากาศด้านนอกทันที ทำให้เราได้นั่งทานอาหารไป ดมกลิ่นฝน และรับอากาศบริสุทธิ์ด้านนอกไป

 

สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะบ้านเขาต้นไม้เยอะและต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเต็มเมืองไปหมด

.....หรือนี่เองคือสิ่งที่หายไปเรื่อยๆ จากบ้านเรา

 

.....หรือนี่เองคือเหตุผลที่บ้านเราร้อนขึ้นทุกวัน

 


อยากติดตามเรื่องราวดีๆ ที่ Kalyakorn นำมาแบ่งปัน คลิ๊กที่นี่
อยากรู้เรื่องอินโดนีเซียและจาร์กาต้าเพิ่ม อ่านที่นี่ หรือ ดูคลิปที่นี่
อยากรู้จัก Kalyakorn เพิ่ม คลิ๊กที่นี่

 

อัพเดทเรื่องราวน่าสนใจจากกัลยกร คลิ๊กที่นี่  |  อ่านบทความอื่น คลิ๊กที่นี่  |  อยากรู้จักกัลยกร คลิ๊กที่นี่