February 28, 2018

Please reload

Recent Posts

Brand Experience

February 28, 2018

1/10
Please reload

Good Read

บทเรียนจากเซี่ยงไฮ้ ตอนที่ 3

January 26, 2017

เช่นเดียวกับ Mentor Earn ผมเป็นคนชอบสังเกต คิด และวิเคราะห์ธุรกิจที่เราได้ไปสัมผัส ทุกครั้งที่เราเดินทาง เราจึงมักหอบเอานิสัยนี้ไปด้วย และทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ กลับมาเสมอ เมื่อตอนปีใหม่ที่ผ่านมาก็เช่นกันครับ ผมได้ไปเซี่ยงไฮ้มา และพบว่าที่นี่เป็นเมืองที่ร้านโชห่วยและร้านมินิมาร์ทอยู่กันได้... ทั้งคู่!


ผมเลยนึกถึงโชห่วยและ SME ในบ้านเรา ที่ต้องสู้กับแบรนด์ใหญ่ ....ว่ามันมีทางรอด!

 

วันนี้ผมมาคู่มือการต่อสู้และเอาตัวรอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเซี่ยงไฮ้มาแชร์ เท่าที่พอจะมีความรู้อยู่บ้าง เผื่อจะเป็นประโยชน์กับแบรนด์เล็กที่ต้องเตรียมรับมือกับแบรนด์ใหญ่

 

1. เซเว่นทำลายโชห่วย

 

นี่เป็นคำพูดที่หลายคนคงเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ยิ่งพอเซเว่นได้ขยายไลน์ มาทางอาหารมากขึ้น ก็จะเริ่มได้ยินคนพูดกันว่าเซเว่นทำลายร้านข้าวแกง เอาล่ะครับ พูดแล้วพูดอีกว่าโลกสมัยนี้มันหมุนโคตรเร็ว อะไรที่ทำให้ลูกค้าที่เดินเข้าร้านเขาสะดวก อะไรที่ลูกค้าเขาอยากได้เขาทำหมดล่ะ พฤติกรรมลูกค้าเขาเปลี่ยนไปยังไง เขาก็ปรับตาม เขาไม่ปรับตัวเขาก็เจ๊งแน่นอน เซเว่นเจ๊งไม่เป็นหรอ สาขาที่ปิดไปก็มีให้เห็นออกบ่อย ไม่เกี่ยวกับยักษ์ใหญ่ทุนหนาอะไร ยักษ์ใหญ่อืดอาดไม่ปรับตัวเวลามันล้มนี่ดังโครมเลยนะ การแข่งขันมันเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำธุรกิจ หรือเราจะบอกว่าวันนี้เราขายของชำอยู่ซอยนี้ ขายดีอยู่คนเดียว ซอยนี้คนอื่นห้ามมาเปิด มันก็เป็นไปไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ไม่ต้องเซเว่นหรอก ร้านอื่นก็มาเปิดได้ แฟมิลี่มาร์ทก็มาได้ โลตัสก็มาได้ ร้านเฮียกวง เถ้าแก่เจ็ง พี่มาลัยยังมาได้เลย นับประสาอะไร

 

ผู้ที่อยู่รอดได้คือผู้ที่เตรียมพร้อมและรู้จักปรับตัว

 

แต่สำหรับพวก SMEs ร้านขายของชำของครอบครัวเล็กๆ หรือร้านขายข้าวแกงข้างถนนล่ะจะสู้กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างเซเว่นได้อย่างไรล่ะ อยากรู้ตามผมมา บอกไว้ก่อนนะว่าเรื่องนี้ยาวหน่อย....แต่ถ้าอยากรอดต้องอ่าน

 

 

2. ปรับทัศนคติกันก่อน

 

มาๆๆ ขอเรียนเชิญทุกท่านที่ผ่านทางมาเข้าห้องปรับทัศนิคติกัน ก่อนลงสนาม เรามาจูนความคิดกันก่อน จะได้เดินไปได้ถูกทาง แข่งขันได้หรือไม่มันเริ่มกันตั้งแต่ความคิดนี่ล่ะ 

  1. อย่างแรกเลย หยุดคร่ำครวญ มันไม่ได้ช่วยให้ร้านคู่แข่งเจ๊ง หรือร้านเรารอด

  2. เซเว่นไม่ได้มาเพื่อทำลายโชห่วย เอาจริงๆ เขาไม่สนใจโชห่วยมากขนาดนั้นเพราะแข่งกันคนละสนาม สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ ก็คือความต้องการของลูกค้าของเขาต่างหาก

  3. สุดท้ายแล้วลูกค้าก็จะมองหาคนที่ตอบสนองความต้องการของเขาได้มากกว่าไม่ใช่คนที่แบรนด์ใหญ่กว่า

  4. เซเว่นน่ะใหญ่จริงแต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และไม่ได้ใหญ่เกินที่เราจะสู้ไหว ดังนั้น สู้ได้ครับ สู้ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อทีเดียวเลยล่ะ

  5. ถ้าหัวใจคุณพร้อมจะสู้ต่อ คุณจะหาทางสู้จนรอดได้นั่นแหละ

 

3. เข้าใจธรรมชาติของสงคราม

 

ผมชอบเล่นหมากล้อม อ่านพิชัยสงครามซุนวู หนังสือประวัติศาสตร์การรบ และพวกกลยุทธ์ธุรกิจ ผมว่ามันสนุกดีนะ มันทำให้เราเข้าใจภาพรวมของการแข่งขันในมุมต่างๆ มากขึ้น

 

สำหรับผม การแข่งขันทางธุรกิจ ก็เปรียบเหมือนการรบ พอขึ้นชื่อการรบ คนมักมีภาพติดหัวว่าต้องมีการแพ้การชนะ ดังนั้นหลายคนจึงมุ่งสู้เพื่อเอาชนะ แต่เราต้องมาปรับความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าสำหรับแบรนด์เล็กนั้นต้องสู้เพื่อรอดไม่ใช่เพื่อเอาชนะ คู่แข่งเขาจะเจ๊งหรือไม่เป็นเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา สนใจเรื่องของเราก่อน ทำตัวเราให้ดีพอสำหรับลูกค้าของเราก่อนเถอะ เรื่องชาวบ้านสนใจได้นะ ควรสนใจด้วยว่าเขาทำอะไรแล้วดี แต่ไมใช่เพื่อไปนั่งอิจฉาเขา ให้เอามาปรับตัวเราให้ดีขึ้น

 

ซูนวูกล่าวว่าสงครามเป็นเรื่องยืดเยื้อยาวนาน และสิ้นเปลืองทรัพยากรและเงินทองมหาศาล การการมุ่งเอาชนะให้จบในเวลาอันสั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายและมีความเสี่ยงอย่างมากว่าจะมีจุดจบเช่นไร และโดยส่วนใหญ่แล้วคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอกว่าหรือมีกำลังด้อยกว่าย่อมมีโอกาสแพ้มากกว่า มีคนกล่าวว่าหัวใจของพิชัยสงครามซุนวูคือรู้เขารู้เรารบ 100 ครั้งชนะ 100 ครั้ง นั่นเป็นเพียงเปลือกของสุดยอดพิชัยสงครามนี้เท่านั้น แท้จริงแล้ว ซุนวูเคยกล่าวไว้ว่า

 

"การมุ่งแต่เอาชนะนั้นไม่อาจทำให้เราชนะได้เลย มีเพียงการอดทนรอคอยโอกาสและจังหวะเท่านั้นจึงทำให้เรามีโอกาสชนะได้ จะเอาชนะได้หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา แต่ขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้ ว่าเค้าจะเพลี่ยงพล้ำและเปิดโอกาสให้เราหรือไม่ สิ่งที่เราควบคุมได้มีเพียงทำตัวเองให้อยู่ในสถานการณ์ที่จะไม่แพ้ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือต้องสู้ในสมรภูมิที่เราจะชนะเท่านั้น"

 

ซึ่งนี่คือหัวใจหลักจริงๆ ของพิชัยสงครามซุนวู

 

ก่อนเข้าสนามแข่ง ต้องจำให้ขึ้นใจ เราต้องเตรียมสู้ระยะยาว อย่าอยากชนะเร็ว อย่าอยากรวยเร็ว หรืออย่าอยากทำให้เขาเจ๊งจนหน้ามืด เวลามีความคิดแบบนี้ในหัวเรามักทำอะไรโง่ๆ เพราะหน้ามันมืดแล้ว มันมองภาพไม่ชัดหรอก สิ่งสำคัญคือมุ่งทำตัวเองให้แข็งแรงดีกว่า

 

 

4. ประเมินสถานการณ์

 

เอาล่ะๆ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นที่สำคัญเป็นอันดับแรก ยาวหน่อยนะ อดทนอ่านกันนิด... ก่อนที่คุณจะหน้ามืดหาเงินกู้มาลงทุนทำร้านให้หน้าตาละม้ายคล้ายเซเว่น เผื่อคนจะเข้าใจผิดเดินมาเข้าร้านเราบ้าง (มันใช่หรา...) ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็น ผมสรุปสิ่งที่เราต้องประเมินมีทั้งหมด 3 อย่าง ตามนี้เลย

  • ประเมินว่าใครคือลูกค้าของคุณ

คุณย่อมต้องรู้จักลูกค้าของตัวเองดีกว่าใคร ตอนสมัยผมเริ่มทำงานในธุรกิจขายส่งเครื่องครัว ผมเคยคุยกับร้านโชห่วยเครื่องครัวเก่าแก่ในจังหวัดแห่งหนึ่งเมื่อราว 10 กว่าปีก่อน ตอนนั้นบิ๊กซีกำลังจะมาเปิดสาขาแรกในจังหวัดที่ข้างๆ ร้านของเขา ผมถามเขาว่า "ถ้าบิ๊กซีมาเปิดแล้วเขาจะทำยังไง" คำตอบของเขาผมยังจำได้ถึงทุกวันนี้ เขาตอบว่า "ไม่กลัวมันหรอก เราคุยกับลูกค้าของเราทุกวัน บิ๊กซีมันคุยกับลูกค้าเราอย่างที่เราคุยได้เหรอ เราขายของเรามานาน ลูกค้าก็อยู่กับเรามานาน ลูกค้าต้องการอะไรเราก็รู้หมด ลูกค้าน่ะเป็นของเราไม่ใช่ของมันหรอก" ธุรกิจของเขาก็ยังรอดมาถึงทุกวันนี้แม่บิ๊กซีจะมาเปิดข้างบ้าน

 

คุณคงต้องประเมินตัวเองว่าคุณรู้จักลูกค้าของคุณดีพอแล้วหรือยัง? คุณรู้ไหมว่าลูกค้าของคุณต้องการอะไร? ช่วงเวลาไหน? ชอบกินอะไร? ดื่มอะไร? แต่งงานมีลูกกี่คน? ลูกเรียนชั้นอะไร? เอาล่ะสิ คุณคงนึกว่าผมพูดเล่น คนเรามันจะไปเสือกอะไรชีวิตชาวบ้านเยอะขนาดนั้น งั้นผมขอถามคุณคำเดียว คุณมั่นใจไหมว่าคุณรู้จักลูกค้าคุณดีกว่าเซเว่น?

  • ประเมินพื้นที่

อันนี้พูดถึงพื้นที่ๆ เป็นรูปธรรม หรือโลเคชั่นที่ตั้งของร้าน การเดินทางของลูกค้าเป็นอย่างไร ถึงเขาก่อนหรือถึงเราก่อน หากถึงเราก่อนทำอย่างไรให้เขาเข้าร้านและเตรียมของที่ลูกค้าต้องการไว้ให้พร้อม หากอยู่ในชัยภูมิที่เสียเปรียบอันนี้งานหนักหน่อย เราต้องหาของหรือบริการที่เขาต้องการที่จะหาได้ที่ร้านเราเท่านั้น ซึ่งตัวนั้นอาจไม่ได้กำไรก็ได้นะ แต่เป็นแม่เหล็กให้เขาเข้าร้านแล้วพลัสเซลด้วยสินค้าตัวอื่น เป็นต้น

  • ประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของเราและเซเว่น

อันนี่พูดถึงพื้นที่ๆ เป็นนามธรรม หรือ segmentation เราเป็นใครในสายตาของลูกค้า เขาพึ่งอะไรเราได้ มาที่เราจะได้อะไร ลูกค้าเราเป็นมครระดับไหน ระดับเดียวกันหรือต่างกับเซเว่น อะไรที่เรามีและเซเว่นไม่มีก็เน้นจุดนั้นจัดให้สุด อะไรที่เซเว่นมีและเราไม่มีก็หลีกเลี่ยงไม่ต้องไปแข่งขันมุมนั้น ขอลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพเล็กน้อย เช่น

 

ความสด ด้วยความเป็นเชนขนาดใหญ่ อาหารส่วนใหญ่ทำสนองต่อความต้องการของลูกค้าจำนวนมาก จึงต้องทำจากโรงงานไม่แช่เย็นก็ต้องแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร แต่ถ้าคุณขายข้าวแกงที่ทำสดใหม่ทุกวันในราคาที่อาจสูงกว่าเล็กน้อย ติดป้ายประกาศไปเลยครับ อาหารสดทำใหม่ทุกวัน วัตถุดิบซื้อใหม่ทุกวัน เน้นไปที่กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญและยอมจ่ายกับเรื่องนี้แล้วสื่อสารกับลูกค้าของคุณครับ ความดีอะไรที่คุณมีประกาศไปครับ อย่าได้เหนียม

 

ความเร็วและความสร้างสรรค์ของสื่อหน้าร้าน สื่อสาร สื่อสาร และสื่อสาร! คุยกับกับลูกค้าของคุณให้มันถึงใจ แบรนด์ใหญ่เวลาจะทำสื่อหน้าร้าน ต้องใช้เวลาออกแบบและอนุมัติกันพอสมควร แต่แบรนด์เล็กๆ อย่างเราต้องเร็วกว่าแน่นอน อะไรอินเทรนด์จัดมาทำเป็นสื่อหน้าร้านเพื่อสร้างความสัมพันธ์แบบมีอารมณ์กับลูกค้าได้ เช่น ช่วงนี้กำลังฮิต wow เราก็อาจเอามาเล่นกับสื่อสินค้ามาใหม่ "สินค้าใหม่จ๊ะ ว้าวได้ไม่ต้องสนิท :)" หรือร้านบิ๊กเต้ ธรรมศาสตร์ ที่ชอบมีสื่อเก๋ๆ พูดกับนักศึกษา เช่น แทนที่จะวางยาดมขายเฉยๆ เขามีป้ายคำพูดเล็กๆ "เห็นข้อสอบแล้วจะเป็นลม พี่เต้มียาดมไว้บริการครับ" ซึ่งก็เป็นช่วงสอบพอดี

 

ความแตกต่างของตัวสินค้า ร้านข้าวแกงก็ไม่จำเป็นต้องขายกระเพรา หมูกระเทียม ปลาราดพริกให้เหมือนกับเซเว่นไปเสียทุกอย่าง ร้านโชห่วยก็เช่นกัน แต่อะไรที่เป็นของจำเป็นหมุนเวียนเร็วต้องขายก็ควรขายไป แต่เราต้องมี signature menu หรือ signature product ของเราที่เซเว่นจะไม่ทำหรือทำไม่ได้ หรือต่อให้ทำก็ไม่คุ้ม สินค้าประเภทนี้ผมเรียกมันว่าเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันในการรบของเรา มันจะเป็นตัวดึงลูกค้าให้เข้าร้านด้วยความแปลกใหม่น่าสนใจของมัน แต่สุดท้ายแล้วพอลูกค้าเดินเข้าร้านก็อาจจะไปซื้อกระเพราะไข่ดาวเหมือนเดิมก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น อดีตร้านจีฉ่อยแถวจุฬามีขายตั้งแต่ไม้โครงทำคัทเอาท์ยันเปียโน ร้าน supercheap ร้านมินิมาร์ทสุดล้ำรายใหญ่ทางภาคใต้ที่เซเว่นจะไม่มีทางโค่นลงได้เพราะมีขายตั้งแต่ปลากัดยันผักสด หรือร้านของพี่ที่รู้จักกัน Pepomart ที่นานๆ ก็จะหาของแปลกใหม่น่าสนใจมาขาย เช่นต้นกล้ามะละกอเอาไว้ปลูกเล่นในสวน ซึ่งเซเว่นไม่มีทางเอามาขายแน่นอน ถามว่าของพวกนี้ขายดีหรือก็เปล่า แต่ได้สีสันและอาจทำหน้าที่ดึง traffic ลูกค้าเข้าร้านมาเจอเรา มาแวะซื้อของอย่างอื่นเพิ่มเติม และอาจได้สร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องเป็นลูกค้าระยะยาว

 

Personal Brand เป็นเรื่องยากสำหรับแบรนด์ใหญ่ที่จะนำเอาตัวตนบุคลิกของเจ้าของมาพบเจอกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดและเข้าถึง ถ้าเราพบว่าตาแรคเตอร์ของเราสามารถสร้างความผูกพันในแบบที่ลูกค้าเราชอบได้ก็ทำเลยครับ อย่าได้เขิน ซึ่งก็อาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนยิ้มแย้มที่มนุษย์สัมพันธ์ดีเสมอไป แถวบ้านผมที่เยาวราชมีเฮียร้านขายห่านพะโล้ที่สับห่านไปหงุดหงิดไปตะโกนไปแต่ลูกค้าต่อคิวยาวเหยียด ผมเองระหว่างต่อคิวก็ดูเฮียเขาโหวกเหวกไปก็ได้ฟีลลิ่งไปอีกแบบ ถ้าเฮียเขาไม่อยู่ร้านเงียบๆ ก็คงขาดสีสัน คงไม่ใช่ร้านนี้ และเรื่องคาแรกเตอร์แบบนี้แบรนด์ใหญ่ไม่มีทางทำได้

เราต้องลองประเมินดูครับว่าร้านเรามีจุดแข็งอะไรที่เราทำได้แต่เซเว่นทำไม่ได้ แล้วเราเล่นจุดนั้นให้มันสุดๆ 

 

 

5. สะสมกำลัง

 

เมื่อประเมื่อสถานการณ์จนแน่ใจแล้วว่าเรามีจุดดีจุดด้อยตรงไหน เราควรวางตัวเองอยู่ตำแหน่งไหน จับลูกค้ากลุ่มไหน ด้วยการสื่อสารแบบไหน เราจะได้สู้ในสนามที่มีแต่เราเท่านั้นที่ชนะได้ หลังจากนั้นเตรียมสะสมกำลัง 4 อย่างครับ

  • กำลังความคิด (ไอเดีย)

ระดมสมอง เอาไอเดียมากองเยอะๆ ว่าเราทำอะไรได้บ้าง อะไรที่เรามีเด็ดกว่าเซเว่น สินค้าอะไรที่น่าจะตอบโจทย์ลูกค้าของเราที่เซเว่นไม่มี โปรโมชั่นไหนควรทำช่วงไหนดี แผนแต่ละอย่างให้ผลลัพธ์และประสบการณ์อะไรกับลูกค้า และมันใช่ตัวตนของแบรนด์เราหรือไม่

  • กำลังคน

ทีมงานที่ดีที่พร้อมจะสู้ไปกับเรารักษาเขาไว้ให้ดีครับ ตอบแทนเขาอย่างเหมาะสม ดูแลน้ำใจเขาให้ดีๆ อย่าลืมนะครับ คนเราทำงานด้วยหัวใจไม่ใช่ด้วยสมอง พอมีใจเงินอาจน้อยหน่อยเล็กน้อยได้ไม่ว่ากัน อยากช่วยเหมือนเป็นเจ้าของร่วมคนหนึ่ง ถ้าไม่มีใจต่อให้ตอบแทนมากเขาอาจอยู่ทำงานให้แต่ก็แบบเช้าชามเย็นชาม แล้วอย่าลืมวางคนสืบทอดกิจการด้วย ร้านโชห่วยหลายร้านขายดีร้านได้เดือนละหลักแสนแต่ต้องปิดร้านหรือปล่อยให้เซเว่นเช่าไปเพราะลูกหลานไม่เอาก็มีเยอะ อย่าลืมสร้างวัฒนธรรมของร้านเราเองด้วย 

  • กำลังเงิน

หลายธุรกิจมักตายที่ขาดเงินหมุน ธุรกิจกำลังจะไปได้แล้ว แต่ชะงักที่จุดนี้แล้วไปต่อไม่ได้เลยต้องเลิกกิจการไป วางแผนทั้งปีให้ดี เราจะต้องใช้เงินในจุดไหนบ้าง จริงๆ แผนงานบางอย่างก็อาจไม่ได้ใช้เงินอะไรมากมายแต่ได้ผลเยอะอย่สงที่ร้านบิ๊กเต้ทำ

  • กำลังพันธมิตร

สำหรับแบรนด์เล็ก พันธมิตรกองทัพมดด้วยกันโคตรสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรสินค้าที่เอื้อต่อกัน ร้านค้าเครือข่ายประเภทเดียวกัน พันธมิตรธนาคารสาขาท้องถิ่นที่จะคอยให้คำปรึกษาเรื่องเงิน มดตัวเล็กนะครับ แต่ถามว่าถ้ารังมดแข็งแรงมันทำลายยากเหลือเกินครับ

 

 

6. วางกลยุทธ์

 

เข้าสู่สนามรบสนามแข่งขันต้องให้ความสำคัญกับคำว่ากลยุทธ์ กลยุทธ์ไม่ใช่แผนการ แต่มันคือซีรีย์ของแผนการที่ร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกันอย่างสวยงามเพื่อบรรลุเป้าหมาย 

 

ลองวางเป้าหมายของปีดูครับว่าเราต้องการอะไร เช่น เป้ายอดขายและกำไร เพิ่มจำนวนลูกค้าประจำ เพิ่มจำนวนมูลค่าซื้อต่อหัว สร้างการรับรู้ถึงร้านเรากับคนในละแวก หรือเป้าอะไรอีกที่เราต้องการ

 

เอาแผนการเอาไอเดียที่เรามากองไว้นั่นแหละครับลองมาร้อยเรียงดูว่ามันสอดคล้องหรือขัดแย้งกันกับเป้าหมายไหม ช่วงเดือนไหนหรือเวลาไหนเซเว่นทำอะไร แล้วเราควรทำอะไรที่เหมาะสมกับลูกค้าของเราและเป็นตัวตนของเรา เราควรใช้สินค้าใหม่แบบไหนเป็นหัวหอก อะไรเริ่มไม่เหมาะสมที่ต้องปรับออก เมื่อได้แผนการทั้งปีแล้ว เราจะรู้ว่าเราต้องใช้เงินไปกับอะไรบ้าง เงินที่เราเตรียมไว้ไหวไหม พอไหม

 

 

7. รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมแล้วโจมตี!

 

ผมไม่ได้หมายถึงให้คุณไปโจมตีเซเว่นนะ แค่อยากพูดให้เห็นภาพเท่านั้นแหละ :)

 

ผมหมายถึงให้กำหนดวันดีเดย์ launch กลยุทธ์ที่วางไว้ เช่น ครบรอบเปิดร้านห้าปี ปรับปรุงร้านใหม่ เชิญลูกค้าเก่ากลับมา ชวนเพื่อนมาแล้วได้ส่วนลด เป็นต้น คำว่าโจมตีต้องทำเป็นซีรีย์เพื่อสร้างประสบการณ์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แต่ละเดือนมีสินค้าหรือเมนูใหม่ๆ โปรโมชั่นใหม่ๆ กิจกรรมใหม่ๆ ที่โดนใจลูกค้าออกมาเรื่อยๆ ในเวลาที่เหมาะสม จนลูกค้าต้องนึกในใจว่า เฮ้ย กำลังคิดถึงอันนี้อยู่พอดีเลย ทำไมรู้ใจจัง

 

 

8. สู้อย่าได้หยุด

 

สุดท้าย อย่าหยุดพัฒนา...

 

กลับไปอ่านข้อแรกใหม่ ประเมินสถานการณ์ใหม่เรื่อยๆ วางแผนกลยุทธ์ใหม่เรื่อยๆ หาสินค้าใหม่เรื่อยๆ สื่อสารสิ่งใหม่เรื่อยๆ โลกการแข่งขันมันเปลี่ยนแปลงตลอด ถ้าตัวเราหยุดพัฒนาประเทศเราก็หยุดพัฒนา ปีนี้ขายอาหารตามสั่งหรือข้าวมีเมนู 20 อย่าง ปีหน้าชาติหน้าก็เมนูเดิม ร้านโชห่วยที่มีแต่สินค้าแบบเดิมเจ้าของนั่งที่เดิม หมาเฝ้าร้านตัวเดิม ในขณะที่คู่แข่งมีอะไรใหม่ๆ มาคุยกับลูกค้า ผมคงไม่ต้องตอบ คุณเองก็คงตอบได้ว่าใครจะอยู่ใครจะไป


ใช่ครับ การเป็นเจ้าของกิจการมันไม่สบายหรอกครับ การบ่นว่าเซเว่น โทษลมฟ้าอากาศ ฤดูการ มันไม่ได้ทำให้ธุรกิจคุณรอดในโลกแห่งการแข่งขันนี้ มันไม่มีความสำเร็จที่ไม่ได้แลกมาด้วยการทุ่มเทและตั้งใจ ถ้าอยากให้กิจการอยู่รอดได้คุณต้องไม่หยุดสู้ ถ้าใจมันสู้สักอย่าง มังกรต่างถิ่นหรือจะสู้งูดินเจ้าที่ แต่ถ้าใจของเจ้าของกิจการหยุดสู้เสียแล้ว กิจการมันก็เริ่มล้มตั้งแต่วันนั้นนั่นแหละ เตรียมตัวให้พร้อมครับ

 

นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเซี่ยงไฮ้ครับ

นี่คือการเดินทางแบบสวมแว่นตานักการตลาด

 

แล้วคุณล่ะครับ จะได้อะไรจากการเดินทางครั้งต่อไป

 

ขอให้ความสำเร็จจงมีแก่ผู้ไม่ยอมแพ้ ขอให้โชคดีครับ

 

Mentor Joh

ร่วมเดินทางเพื่อการสร้างแบรนด์ที่สำเร็จอย่างยั่งยืน พร้อมเรียนรู้กับ 3 เมนทอร์ตัวจริง คนทำงานจริง ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจมากมาย ที่มีความเข้าใจในการสร้างธุรกิจของ SME อย่างลึกซึ้ง ด้วยประสบการณ์การทำงานจริง ใน workshop กึ่ง consult ที่จะสั่นสะเทือนวงการ workshop ด้านแบรนด์ดิ้ง

 

BRAND VOYAGE in Paris

workshop พร้อม consult ที่จะไม่เพียง 'สอนในห้องเรียน' แต่เราจะพาคุณไปกรุงปารีส เพื่อไปศึกษาทั้งจาก super brandsและ local brands ระดับเล็กและกลางที่ SME สามารถนำมาต่อยอดกับธุรกิจได้จริงในเมืองที่แบรนด์เล็กสู้กับแบรนด์ใหญ่ได้จริงเพราะแบรนด์เล็กต้องใช้กลยุทธ์แบบแบรนด์เล็ก

 

คุณไม่เพียงจะได้รับมิตรภาพ ความรู้ และประสบการณ์ แต่คุณจะได้กลยุทธ์แบรนด์ แผนการตลาด และแผนการสื่อสารกลับบ้านไปด้วย! ซึ่งคุณสามารถเริ่มใช้มันได้เลยจริงๆ นี่คือคอร์สที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว!

 

จองด่วน! มีพื้นที่โคตรจำกัด เนื่องจากเมนทอร์ต้องการดูและทุกคนอย่างเข้าถึงและใกล้ชิด

ออกเดินทางวันที่ 21 - 28 Feb 2017

สำรองที่นั่งที่ line at: @kalyakorn

หรือใน shop ของ website นี้เพื่อจ่ายด้วย credit card

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.kalyakorn.com/brand-voyage

 

Mentor Earn - Kalyakorn

(เอิน กัลยกร นาคสมภพ)

 

Entrepreneur เจ้าของบริษัท Kal & Co Consultant ที่ปรึกษาด้านแบรนด์และการออกแบบ

 

ด้วยประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นงานสื่อสารแขนงต่างๆ งานทำข่าว งานวิจัย งานออกแบบ งานครีเอทีฟ และงานสร้างแบรนด์... ก็ผ่านมือ Mentor Earn มาหมดแล้ว จึงทำให้เธอมีความเข้าใจและเข้าถึง ในการสร้างแบรนด์ที่หลากหลายและทะลุปรุโปร่ง

 

ปัจจุบัน Mentor Earn เป็นที่ปรึกษากลยุทธ์แบรนด์ให้กับ SME มากมาย เช่น Daddy's Antiques, Intercof, Secant, Golden Horse Riding Club และ Daddy Dough

 

เชี่ยวชาญด้าน brand strategy, customer experience และ brand design

 

Mentor Joh - Sintorn

(โจ้ ศิลป์ธรณ์ สันติธรณ์)
 

Vice president บริษัท PT ICHITAN Indonesia 

 

นักการตลาดไฟแรงจาก Ichitan ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ดูแลทีมเพื่อพาแบรนด์เครื่องดื่มจากไทยไปบุกตลาดในประเทศอินโดนีเซีย

 

ด้วยดีกรีปริญญาตรีด้านจากคณะเศรษฐ์ศาสตร์ ระหว่างประเทศจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (M.B.A.) จาก Tsinghua University มหาวิทยลัยอันดับ 1 ของจีน เขาจึงได้ทำงานและสะสมประสบการณ์ จากองค์กรระดับประเทศมาโดยตลอด

 

และด้วยความที่เติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจเครื่องครัวอันดับต้นๆ ของไทย จึงทำให้ Mentor Joh เข้าใจปัญหาที่ SME ต้องเผชิญเป็นอย่างดีเช่นกัน

 

เชี่ยวชาญด้านการ customer behaviour และ marketing strategy สำหรับตลาด AEC​

 

Mentor Art - Kraiwin

(อาร์ต ไกรวิน วัฒนะรัตน์)
 

นักเขียนเจ้าของเพจ "เกิน 8 บรรทัด" Co-founder เพจฟ้องได้ ที่กำลังเป็นกระแสอย่างมากในตอนนี้ และอดีตผู้สื่อข่าวต่างประเทศหนังสือพิมพ์สยามกีฬา ผู้อยู่เบื้องหลังความสําเร็จในด้าน online communication ของหลายแบรนด์

 

ยุคนี้... ทำ content ไม่เป็น... อยู่ไม่ได้

 

แต่ทำแค่ content บน facebook ไม่พอ คุณต้องเข้าใจช่องทางการสื่อสารทั้งหมด และคุณต้องเข้าใจตัวเองและกลุ่มเป้าหมาย เพื่อจะรู้ว่า... อะไรที่เหมาะกับแบรนด์คุณ

ลงทุนวันนี้เพียง 121,000 THB

แล้วคุณจะได้สร้างกลยุทธ์ brand strategy, marketing plan และ communication plan  เพื่อแบรนด์คุณที่ใช้ได้จริงภายใน 10 วัน

(ราคานี้รวมตั๋วเครื่องบิน วีซ่า ที่พัก การเดินทางและบัตรเข้าสถานที่ตามกำหนดการ อาหารเช้า และอาหารกลางวัน)

 

พิเศษ! สำหรับคนมาเป็นคู่

buddy package

คนที่สองลดพิเศษ 6,000 บาท พร้อมเลือกรับสินค้าพรีเมี่ยมจาก Project No. 9 คนละหนึ่งชิ้น

 

ออกเดินทางวันที่ 21 - 28 Feb 2017

สำรองที่นั่งที่ line at: @kalyakorn

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.kalyakorn.com/brand-voyage

 

 

Please reload

Follow Us
Search By Tags