page created and managed by Kal & Co Consultant Co., Ltd.

February 28, 2018

Please reload

Recent Posts

Brand Experience

February 28, 2018

1/10
Please reload

Good Read

บทเรียนจากเซี่ยงไฮ้ ตอนที่ 3

January 26, 2017

เช่นเดียวกับ Mentor Earn ผมเป็นคนชอบสังเกต คิด และวิเคราะห์ธุรกิจที่เราได้ไปสัมผัส ทุกครั้งที่เราเดินทาง เราจึงมักหอบเอานิสัยนี้ไปด้วย และทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ กลับมาเสมอ เมื่อตอนปีใหม่ที่ผ่านมาก็เช่นกันครับ ผมได้ไปเซี่ยงไฮ้มา และพบว่าที่นี่เป็นเมืองที่ร้านโชห่วยและร้านมินิมาร์ทอยู่กันได้... ทั้งคู่!


ผมเลยนึกถึงโชห่วยและ SME ในบ้านเรา ที่ต้องสู้กับแบรนด์ใหญ่ ....ว่ามันมีทางรอด!

 

วันนี้ผมมาคู่มือการต่อสู้และเอาตัวรอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเซี่ยงไฮ้มาแชร์ เท่าที่พอจะมีความรู้อยู่บ้าง เผื่อจะเป็นประโยชน์กับแบรนด์เล็กที่ต้องเตรียมรับมือกับแบรนด์ใหญ่

 

1. เซเว่นทำลายโชห่วย

 

นี่เป็นคำพูดที่หลายคนคงเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ยิ่งพอเซเว่นได้ขยายไลน์ มาทางอาหารมากขึ้น ก็จะเริ่มได้ยินคนพูดกันว่าเซเว่นทำลายร้านข้าวแกง เอาล่ะครับ พูดแล้วพูดอีกว่าโลกสมัยนี้มันหมุนโคตรเร็ว อะไรที่ทำให้ลูกค้าที่เดินเข้าร้านเขาสะดวก อะไรที่ลูกค้าเขาอยากได้เขาทำหมดล่ะ พฤติกรรมลูกค้าเขาเปลี่ยนไปยังไง เขาก็ปรับตาม เขาไม่ปรับตัวเขาก็เจ๊งแน่นอน เซเว่นเจ๊งไม่เป็นหรอ สาขาที่ปิดไปก็มีให้เห็นออกบ่อย ไม่เกี่ยวกับยักษ์ใหญ่ทุนหนาอะไร ยักษ์ใหญ่อืดอาดไม่ปรับตัวเวลามันล้มนี่ดังโครมเลยนะ การแข่งขันมันเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำธุรกิจ หรือเราจะบอกว่าวันนี้เราขายของชำอยู่ซอยนี้ ขายดีอยู่คนเดียว ซอยนี้คนอื่นห้ามมาเปิด มันก็เป็นไปไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ไม่ต้องเซเว่นหรอก ร้านอื่นก็มาเปิดได้ แฟมิลี่มาร์ทก็มาได้ โลตัสก็มาได้ ร้านเฮียกวง เถ้าแก่เจ็ง พี่มาลัยยังมาได้เลย นับประสาอะไร

 

ผู้ที่อยู่รอดได้คือผู้ที่เตรียมพร้อมและรู้จักปรับตัว

 

แต่สำหรับพวก SMEs ร้านขายของชำของครอบครัวเล็กๆ หรือร้านขายข้าวแกงข้างถนนล่ะจะสู้กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างเซเว่นได้อย่างไรล่ะ อยากรู้ตามผมมา บอกไว้ก่อนนะว่าเรื่องนี้ยาวหน่อย....แต่ถ้าอยากรอดต้องอ่าน

 

 

2. ปรับทัศนคติกันก่อน

 

มาๆๆ ขอเรียนเชิญทุกท่านที่ผ่านทางมาเข้าห้องปรับทัศนิคติกัน ก่อนลงสนาม เรามาจูนความคิดกันก่อน จะได้เดินไปได้ถูกทาง แข่งขันได้หรือไม่มันเริ่มกันตั้งแต่ความคิดนี่ล่ะ 

  1. อย่างแรกเลย หยุดคร่ำครวญ มันไม่ได้ช่วยให้ร้านคู่แข่งเจ๊ง หรือร้านเรารอด

  2. เซเว่นไม่ได้มาเพื่อทำลายโชห่วย เอาจริงๆ เขาไม่สนใจโชห่วยมากขนาดนั้นเพราะแข่งกันคนละสนาม สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ ก็คือความต้องการของลูกค้าของเขาต่างหาก

  3. สุดท้ายแล้วลูกค้าก็จะมองหาคนที่ตอบสนองความต้องการของเขาได้มากกว่าไม่ใช่คนที่แบรนด์ใหญ่กว่า

  4. เซเว่นน่ะใหญ่จริงแต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และไม่ได้ใหญ่เกินที่เราจะสู้ไหว ดังนั้น สู้ได้ครับ สู้ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อทีเดียวเลยล่ะ

  5. ถ้าหัวใจคุณพร้อมจะสู้ต่อ คุณจะหาทางสู้จนรอดได้นั่นแหละ

 

3. เข้าใจธรรมชาติของสงคราม

 

ผมชอบเล่นหมากล้อม อ่านพิชัยสงครามซุนวู หนังสือประวัติศาสตร์การรบ และพวกกลยุทธ์ธุรกิจ ผมว่ามันสนุกดีนะ มันทำให้เราเข้าใจภาพรวมของการแข่งขันในมุมต่างๆ มากขึ้น

 

สำหรับผม การแข่งขันทางธุรกิจ ก็เปรียบเหมือนการรบ พอขึ้นชื่อการรบ คนมักมีภาพติดหัวว่าต้องมีการแพ้การชนะ ดังนั้นหลายคนจึงมุ่งสู้เพื่อเอาชนะ แต่เราต้องมาปรับความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าสำหรับแบรนด์เล็กนั้นต้องสู้เพื่อรอดไม่ใช่เพื่อเอาชนะ คู่แข่งเขาจะเจ๊งหรือไม่เป็นเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา สนใจเรื่องของเราก่อน ทำตัวเราให้ดีพอสำหรับลูกค้าของเราก่อนเถอะ เรื่องชาวบ้านสนใจได้นะ ควรสนใจด้วยว่าเขาทำอะไรแล้วดี แต่ไมใช่เพื่อไปนั่งอิจฉาเขา ให้เอามาปรับตัวเราให้ดีขึ้น

 

ซูนวูกล่าวว่าสงครามเป็นเรื่องยืดเยื้อยาวนาน และสิ้นเปลืองทรัพยากรและเงินทองมหาศาล การการมุ่งเอาชนะให้จบในเวลาอันสั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายและมีความเสี่ยงอย่างมากว่าจะมีจุดจบเช่นไร และโดยส่วนใหญ่แล้วคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอกว่าหรือมีกำลังด้อยกว่าย่อมมีโอกาสแพ้มากกว่า มีคนกล่าวว่าหัวใจของพิชัยสงครามซุนวูคือรู้เขารู้เรารบ 100 ครั้งชนะ 100 ครั้ง นั่นเป็นเพียงเปลือกของสุดยอดพิชัยสงครามนี้เท่านั้น แท้จริงแล้ว ซุนวูเคยกล่าวไว้ว่า

 

"การมุ่งแต่เอาชนะนั้นไม่อาจทำให้เราชนะได้เลย มีเพียงการอดทนรอคอยโอกาสและจังหวะเท่านั้นจึงทำให้เรามีโอกาสชนะได้ จะเอาชนะได้หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา แต่ขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้ ว่าเค้าจะเพลี่ยงพล้ำและเปิดโอกาสให้เราหรือไม่ สิ่งที่เราควบคุมได้มีเพียงทำตัวเองให้อยู่ในสถานการณ์ที่จะไม่แพ้ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือต้องสู้ในสมรภูมิที่เราจะชนะเท่านั้น"

 

ซึ่งนี่คือหัวใจหลักจริงๆ ของพิชัยสงครามซุนวู

 

ก่อนเข้าสนามแข่ง ต้องจำให้ขึ้นใจ เราต้องเตรียมสู้ระยะยาว อย่าอยากชนะเร็ว อย่าอยากรวยเร็ว หรืออย่าอยากทำให้เขาเจ๊งจนหน้ามืด เวลามีความคิดแบบนี้ในหัวเรามักทำอะไรโง่ๆ เพราะหน้ามันมืดแล้ว มันมองภาพไม่ชัดหรอก สิ่งสำคัญคือมุ่งทำตัวเองให้แข็งแรงดีกว่า

 

 

4. ประเมินสถานการณ์

 

เอาล่ะๆ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นที่สำคัญเป็นอันดับแรก ยาวหน่อยนะ อดทนอ่านกันนิด... ก่อนที่คุณจะหน้ามืดหาเงินกู้มาลงทุนทำร้านให้หน้าตาละม้ายคล้ายเซเว่น เผื่อคนจะเข้าใจผิดเดินมาเข้าร้านเราบ้าง (มันใช่หรา...) ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็น ผมสรุปสิ่งที่เราต้องประเมินมีทั้งหมด 3 อย่าง ตามนี้เลย

  • ประเมินว่าใครคือลูกค้าของคุณ

คุณย่อมต้องรู้จักลูกค้าของตัวเองดีกว่าใคร ตอนสมัยผมเริ่มทำงานในธุรกิจขายส่งเครื่องครัว ผมเคยคุยกับร้านโชห่วยเครื่องครัวเก่าแก่ในจังหวัดแห่งหนึ่งเมื่อราว 10 กว่าปีก่อน ตอนนั้นบิ๊กซีกำลังจะมาเปิดสาขาแรกในจังหวัดที่ข้างๆ ร้านของเขา ผมถามเขาว่า "ถ้าบิ๊กซีมาเปิดแล้วเขาจะทำยังไง" คำตอบของเขาผมยังจำได้ถึงทุกวันนี้ เขาตอบว่า "ไม่กลัวมันหรอก เราคุยกับลูกค้าของเราทุกวัน บิ๊กซีมันคุยกับลูกค้าเราอย่างที่เราคุยได้เหรอ เราขายของเรามานาน ลูกค้าก็อยู่กับเรามานาน ลูกค้าต้องการอะไรเราก็