page created and managed by Kal & Co Consultant Co., Ltd.

February 28, 2018

Please reload

Recent Posts

Brand Experience

February 28, 2018

1/10
Please reload

Good Read

BRANDIND 101 : Future Trend (Recap)

January 18, 2018

แบรนด์ดิ้งได้เปลี่ยนไปแล้ว!!!!

 

โลกเราได้เปลี่ยนไปแล้ว! วิถีของการทำแบรนด์ก็เช่นกัน!

แล้วเราต้องทำแบรนด์อย่างไรเพื่อจะตามโลกแห่งการแข่งขันที่สูงลิ่ว... ให้ทัน

วันนี้เอินจะมาแบ่งมุมมองที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ให้ฟังค่ะ

แบรนด์ดิ้งวันนี้

 

ธุรกิจวันนี้หันมาแข่งขันกันด้านแบรนด์หนักหนากว่าที่เคย และ brand มากมายก็เรียนรู้แล้วว่า แค่การทำแบรนด์ให้สวยหรือการทำแบรนด์ให้แตกต่าง... ไม่พอ ด้วยเหตุผลง่ายๆ แต่ยิ่งใหญ่ว่า.... การทำแบรนด์ในยุคนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว!

 

สมัยก่อนเมื่อมี product ที่ดีแล้วก็แค่ทำแบรนด์ให้แตกต่าง แต่งตัวแบรนด์ให้สวย มีโปรโมชั่น มีช่องทางการขาย มีดารามาใช้... ก็พอ แต่จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาด้านแบรนด์ รวมถึงการเป็นนักสร้างแบรนด์หลายปีที่ผ่านมา เอินพบว่ายุคนี้การทำแบรนด์เปลี่ยนไปมาก เพราะส่ิงที่คนต้องการที่สุดคือการเข้าใจตัวตนของแบรนด์ เพราะคนต้องการเห็นว่าแบรนด์นั้น.... เข้ากับตัวตนของเขาหรือไม่

 

 

แบรนด์ที่แข็งแรงขายแบรนด์

 

แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจะไม่ยึดติดกับสินค้าแค่อย่างเดียว แต่จะสามารถทำสินค้าที่หลากหลายที่สะท้อนจากตัวตนของแบรนด์เพื่อขายกลุ่มเป้าหมายที่มี lifestyle ความเชื่อ นิสัย ...ตรงกับแบรนด์

 

STARBUCKS ไม่ได้ขายกาแฟอย่างเดียว แต่ยังมีขายทั้งแก้ว ทั้งจานรองแก้ว ทั้งที่ดริป ถุงผ้า planner.... เอาเป็นว่าสารพัดจะขาย แต่เชื่อมั้ยคะ ที่เขาขายจริงๆ คือ lifestyle คือตัวตนของแบรนด์ คือ mood & tone ที่ดึงดูดคนคอเดียวกันมาอยู่กับแบรนด์

 

CHANEL เองก็ไม่ได้ขายเฉพาะกระเป๋า หรือน้ำหอม CHANEL No.5 แต่เขามีของมากมายตั้งแต่หัวจรดเท้าของผู้หญิง แต่จริงๆ ที่เขาขายมันไม่ใช่แค่ product ค่ะ เพราะที่จริงเขาขายความคลาสสิค ขายความหรูหรา และขาย... สถานะทางสังคม

 

ดังนั้น... brand ที่แข็งแรงจริงๆ ไม่ใช่เพียงขายของค่ะ แต่เขาจะะขาย brand

 

 

ตัวตนของแบรนด์สำคัญ

 

อย่างที่บอกว่าคนต้องการเข้าใจตัวตนของแบรนด์ ดังนั้น การสร้างแบรนด์จึงเริ่มที่การค้นหา D.N.A. ที่จะทำให้เรารู้ว่าแบรนด์คือใคร มีนิสัยอย่างไร มีวิธีคิด ความเชื่อ และมี lifestyle อย่างไร

 

คุณตัน ICHITAN มี DNA เป็นคนสนุก โผงผาน เป็นนักสู้ที่ไม่เคยถอย เป็นคนเข้าใจและเห็นใจคนจน เพราะเขาเองเคยจนมาก่อน ดังนั้นแบรนด์เครื่องดื่มที่ดื่มแล้วชื่นใจ ราคาซื้อได้ ที่สำคัญคือแบรนด์สนุกเสมอ เต็มไปด้วยความฝันและจินตนาการ แถม active เสมออีกด้วย เวลาที่ทำแคมเปญ ก็เป็นแคมเปญที่เกิดมาจากความเข้าใจคนจน... เพื่อคนจน ที่ต้องการต่อยอดความฝันของชีวิต

 

ในขณะที่ STEVE JOBS มี D.N.A. เป็นคนเนี๊ยบ เป็นคน innovative หัวก้าวหน้า แถมยังเป็น perfectionist เป็นนักคิดที่จะหาสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ แถมยังเป็นคนที่เชื่อในวิถีเซ็น แบรนด์ที่เขาทำจึงนิ่ง เนี๊ยบ สีน้อย หรูหรา ไม่หวือหวาที่รูปลักษณ์ แต่เน้นที่การคิดครบด้านเพื่อคนเรื่องมากอย่างแท้จริง แบรนด์ของเขาไม่มีโปรโมชั่น (สมัยก่อนไม่เคยมีการลดราคาสินค้าด้วยซ้ำ) เพราะกลุ่มลูกค้าของเขาไม่สนใจโปรโมชั่น สนใจแค่ว่่าของต้องดีที่สุด ว่าสินค้านั้นถูกคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว

 

ถ้าวันหนึ่ง Jobs จะลุกขึ้นมาทำเครื่องดื่ม ก็คงไม่มีวันทำเครื่องดื่มที่เหมือนกับของคุณตันแน่นอน ของ Jobs คงจะเป็นเครื่องดื่มแนว minimal สุขุมๆ ฉลากสีเรียบ มีปั๊มนูนเล็กน้อย คุณตันก็เช่นกัน ถ้าวันหนึ่งลุกขึ้นมาทำ smart phone ก็คงไม่เน้นเนี๊ยบเหมือน Jobs หรอก เพราะของแกต้องสนุก ต้องมีสีสัน สนุก เน้นการใช้งานจริง ทน ถึก ฟังก์ชั่นเยอะ ราคาซื้อหาได้

 

เห็นมั้ยคะ ตัวตนของ 2 คนนั้นต่างกัน เพราะ brand DNA ต่างกัน กลุ่มเป้าหมายเลยต่างกันด้วย เพราะแบรนด์และสินค้านั่นเองที่เป็นตัวเลือกลูกค้า และลูกค้าเองก็เลือกแบรนด์ที่เข้ากับตัวตน กับ DNA ของตัวเองเท่านั้นด้วยเช่นกัน

 

 

การทำแบรนด์ดิ้งเริ่มที่ตัวตน

 

ในเมื่อการทำแบรนด์ต้องเริ่มที่ตัวตน เราจึงต้องเริ่มกันที่การหา DNA ของแบรนด์ให้เจอ เราต้องรู้ให้ได้ว่าคนนี้ (แบรนด์นี้) เป็นคนแบบไหน เชื่อในสิ่งไหน มีอะไรดี มีอะไรไม่ดี ที่สำคัญคือต้องยอมรับความจริง บางทีสิ่งที่เราคิดว่าไม่ดี อาจเป็นสิ่งที่สร้างเสน่ห์ให้เราก็ได้ เพราะยุคนี้คนเปลี่ยนไป วิธีคิด วิธีการเสพสื่อ รวมถึงมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนไป

 

งานวิจัยบอกว่า คนยุคใหม่ต้องการความจริง มากกว่าความเพอร์เฟค หรือความดี การทำแบรนด์ในยุคนี้จึงได้เปลี่ยนไปอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการ “สร้างภาพ” แต่มันเป็นเรื่องของ storytelling จากความจริง มันต้องreal ต้องจับต้องได้ ไม่ต้องปั้นแต่งให้เพอร์เฟคเหมือยุคก่อน

 

เพราะอะไรเหรอคะ ก็เพราะว่าผู้บริโภคฉลาดไงคะ วันๆ เขาได้รับสื่อ ได้เรียนรู้ และได้สร้างภูมิต้านทามาเยอะแล้ว เขาจึงไม่เชื่อว่าจะมีใครเพอร์เฟค ผู้บริโภคจึงต้องการเห็นกระบวนการในการพัฒนา มากกว่าของสำเร็จรูปที่สวยงามเาียบร้อยแล้ว เพราะคน...​ อยากมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ไม่ใช่แค่ซื้อของเป็นลูกค้า

 

 

Sense of Community

 

Sense of Community ซึ่งหมายถึง ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ เป็นเรื่องสำคัญมากให้การสร้างแบรนด์ในปัจจุบันค่ะ

 

หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเราต้องไม่คิดแค่เรื่องสินค้า แต่เราต้องคิดต่อเสมอว่า... วันนี้เขามาเป็นลูกค้าเรา... แล้วยังไงต่อ เราจะทำอย่างไรให้เขาอยู่กับเราไปอีกนานๆ เพราะถ้าเราขายแค่สินค้า เขาก็เดี๋ยวมาเดี๋ยวไป แต่ถ้าเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์แล้ว เราจะได้เติบโตไปด้วยกันค่ะ

 

การสร้าง community อาจเป็นเรื่องง่ายๆ เช่น การสร้างพื้นที่ เช่น STARBUCKS เองที่ต้องหันมาทำห้องประชุมให้คนใช้ฟรี เพื่อให้คนมาใช้ชีวิตใน community บนพื้นที่ของเขา หรือจะเป็นการสร้างกิจกรรมแบบที่กลุ่มเป้าหมายต้องการก็ได้ เพื่อให้เขามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ในชีวิตปกติของเขา เพื่อให้เขาเจอเราในแง่มุมอื่นบ้าง มันจะทำให้แบรนด์มีมิติและมีตัวตนในใจของกลุ่มเป้าหมายชัดเจนขึ้นค่ะ

 

ยกตัวอย่าง HUBBA ซึ่งเป็น co-working space ที่ประสบความสำเร็จเจ้าแรกๆ ในเมืองไทย HUBBA เกิดมาจากความเชื่อในการ connect กันระหว่างคนทำงาน เขาจึงสร้าง space ให้คนทำงานร่วมกัน ต่อมาก็มีเวิร์คช๊อปให้คนมาแบ่งปันความรู้กัน เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ HUBBA ใหญ่ขึ้น คนเริ่มห่างเหินกัน เขาก็มีงานเลี้ยงที่ชวนคนที่เคยทำงานร่วมกับ HUBBA ให้มาเจอกัน ได้พบปะพูดคุยและ connect กัน

 

อีกตัวอย่างซึ่งเป็นแบรนด์ที่เก่งมากในการสร้าง community นั่นก็คือธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank ที่ทำ K SME Care ที่ SME ต่างอยากเข้าไปมีส่วนร่วมนั่นเอง นี่เป็นเรื่องของการสร้าง community ล้วนๆ นะคะ เป็นการทำให้คน connect กันผ่าน platform ที่แบรนด์สร้าง จนเกิดเป็น community ที่เข้มแข็งมาก มีรุ่นพี่รุ่นน้อง มีการจัดกีฬาสี มีการชวนกันไป hang out ไปทำบุญด้วยกันเองข้างนอกด้วยซ้ำ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นคะ ก็ทุกครั้งที่ SME พูดถึงเพื่อนกลุ่มนี้ ก็จะนึกถึงธนาคารโดยธรรมชาติ และเมื่อคนอยากมี connection ก็จะนึกถึง KSME และนึกถึงธนาคารเช่นกัน