The Disruption of Tea Culture in China


ประเทศจีนเป็นประเทศที่เปลี่ยนแปลงตลอดและเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเสมอในสายตาเราตลอด​ 12​ ปีที่ไปมาหาสู่กัน​ การเห็นเซี่ยงไฮ้ในมุมใหม่ๆ​ จึงไม่เคยเป็นเรื่องใหม่ตลอด​หลายปีที่เราเดินทางมาที่เมืองนี้ แต่ปีนี้... ไม่เหมือนกัน เซี่ยงไฮ้ยังคงเติบโตพัฒนาอย่างรวดเร็ว​ น่าจะเรียกได้ว่าได้กลายเป็นหนึ่งในมหานครอันดับต้นๆ​ ของโลกไปแล้วก็ได้​ ทั้งจากการที่มีซุปเปอร์แบรนด์ทั้งหลายแข่งกันเปิดในห้างหรูกระจายไปหลายช๊อปทั่วเมือง​ หรือแม้แต่​ Starbucks​ เองที่ก็ตัดสินใจเลือกเซี่ยงไฮ้เป็นที่ตั้งของ​สาขาใหญ่ที่สุดในโลก​ แถม​เป็นสาย​ Reserve &​ Roastery​ เสียด้วย แต่สิ่งที่เราตกใจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนั่นหรอก​ แต่มันคือการหายไปอย่างรวดเร็วของวัฒธรรมการดื่มชาในคนยุคใหม่​ เพราะถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ​ (coffee​ culture)​ แบบตะวันตกแทน ร้านชาแบบเซี่ยงไฮ้แท้​ คือเสิร์ฟชาจีนในสไตล์ฝรั่ง​ เช่นร้าน​ Song​ Fang​ (ซ่งฝาง)​ ที่เรารักมาก​ เจ๊งไปต่อหน้าต่อตา​ ทั้งที่อยู่ม่าตั้ง​ 11​ ปี​ ทั้งที่เมื่อตอนที่เราเจอมันครั้งแรกเมื่อ​ 4​ ปีก่อน​ คนยังแน่นร้าน ...ใช่​ แต่เมื่อปีที่แล้ว​ คนน้อยลงอย่างน่าตกใจจริง​ แต่กลายเป็นว่าร้านกาแฟ​ specialty​ coffee​ สวยๆ​ ที่มีแต่คนฮิปๆ​ อยู่บางตา​ กลับหนาแน่นไปด้วยคนแมสๆ​ แทน

อย่าว่าแต่ร้านชาแรดๆ​ แบบที่เราชอบเลย ร้านชาจีนหน้าตาดั้งเดิมที่เราเคยเห็นมากมายก็หายไปแทบหมด วัฒนธรรมชาของจีนที่มีมากว่าพันปี... ได้ถูกวัฒธรรมกาแฟของตะวันตก disrupt ไปเรียบร้อยแล้ว

ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัวคือร้านกาแฟเล็กๆ​ ฮิปๆ​ กลับผุดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมืองในเวลาเพียง​ 1​ ปี​ ทุกร้านกาแฟอร่อยและตกแต่งกันอย่างจัดจ้าน​ และจากที่เคยต้องดั้งด้นนั่งรถออกไปตรงนั้นตรงนี้เพื่อหาร้านกาแฟจี๊ดๆ​ ดื่ม​ ตอนนี้ร้านดีๆ​ กระจุกอยู่ใน​ prime​ location​ แทบทั้งนั้น​ ส่วนร้านที่อยู่ไกลออกไป​ อร่อยแค่ไหนก็ปิดตัวหมด แล้วทำไมมันถึงน่ากลัว แน่นอน​ มันดีสำหรับผู้บริโภคที่มีทางเลือกมากมาย​ และมันดีสำหรับอุตสาหกรรมกาแฟเพราะการแข่งขันนั้นทำให้ธุรกิจเติบโต แต่มันน่ากลัวเพราะมันแทบจะล้างวัฒนธรรมชาที่อยู่มาดั้งเดิมอย่างยาวนานไปอย่างรวดเร็วเกินไป​ และมันทำให้ธุรกิจที่อยู่มาดั้งเดิมของคนเก่าคนแก่ปรับตัวไม่ทันจนล้มหายตายจากไปเป็นแถบๆ​ อีกสิ่งที่น่ากลัวคือการแข่งขันที่สูงขนาดนี้​ ผู้รอดชีวิตจะมีสักเท่าไหร่​ กลับมาปีหน้า​ ร้านที่เราตกหลุมรักจะยังเหลือรอดอยู่มั้ย... เราในฐานะนักท่องเที่ยวก็แอบตามไม่ทัน

คำตอบในฐานะนักสร้างแบรนด์อย่างเราก็คือ ต้องทำแบรนด์ ซึ่งมันไม่ใช่แค่การออกแบบ หรือมีโปรดักดี​ หรือโฆษณาเก่ง​ แต่มันคือการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจอย่างสม่ำเสมอ​ มันคือการเล่าเรื่องอย่างมีเสน่ห์ และมันคือการพัฒนาให้แบรนด์เติบโตอย่างมีทิศทางและต่อเนื่อง​ เพื่อให้คนเก่ากลับมาได้และเพื่อให้คนใหม่ก็ยังถามหา​ และมันคือการสื่อสารอย่างเข้าใจและมีประสิทธิภาพ

แปลว่าอะไร​? แปลว่าร้านเก่าอาศัยแค่ความคลาสสิคไม่ได้​ เพราะถ้าแบรนด์ไม่ขยับ​ แบรนด์ก็จะนิ่งและตายในที่สุด​ แบรนด์จึงต้องมี​ Innovation​ จะเป็นที่การทำร้านใหม่​ ครีเอท​ product​ ใหม่​ หรือเล่าเรื่องที่ไม่เคยเล่าด้วยวิธีใหม่ๆ​ ก็ได้ โดยที่ยังคงต้องรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมไว้ให้ได้ แปลว่าร้านใหม่เองก็อาศัยแค่ความสดใหม่ไม่ได้​ ความสดใหม่จะคงอยู่แค่ชั่วคราว​ จึงต้องหาตัวตนที่ชัดเจน​รวมถึงหาจุดได้เปรียบในการแข่งขัน​ และพัฒนาให้สุดทางในแบบของตัวเอง​ เพราะเพียงการวิ่งตามกระแสไม่มีทางยั่งยืน คงจะมีทางนี้ที่จะทำให้ธุรกิจไปรอดในสนามแข่งขันอันดุเดือดอย่างนี้


Good Read
Recent Posts
Archive
Search By Tags
No tags yet.
Follow Us
  • Facebook Basic Square
  • Twitter Basic Square
  • Google+ Basic Square
  • Facebook - White Circle
  • Instagram - White Circle
  • YouTube - White Circle
  • Pinterest - White Circle

page created and managed by Kal & Co Consultant Co., Ltd.